2006/May/15

Case 5 - สิ่งที่เคลื่อนไหวในความมืด

แอ้ด...ตึง!

" เกิดอะไรขึ้นน่ะ ! "

บรรดาเด็กหอที่ยังไม่ลงไปที่โรงอาหารต่างเปิดประตูห้องออกมาดูที่มาของเสียงร้อง เสียงพูดคุยและร้องตะโกนดังขึ้นพร้อมกันนั่นเอง

" ใครก็ได้ เรียกอาจารย์มาที " มัยว่าขณะพาเมออกไปนอกห้องก่อนตัวเธอจะย้อนเข้าไปตรวจดูสิ่งที่ว่าอีกครั้ง

" งะ...งู- -" เมยังคงพึมพัมซ้ำไปซ้ำมา พิมกับก้อยมาถึงแล้วก็พากันปลอบโยนเพื่อนสนิท

มัยตรวจดูซากงูอีกครั้ง ดูจากลวดลายของเกล็ด...น่าจะเป็นงูจงอาจ แต่งูพิษร้ายขนาดนี้จะหาได้ง่ายๆเลยเหรอ เด็กสาวหยิบเอากระดาษเปื้อนเลือดออกมาดูอีกครั้ง เขียนด้วยลายมือ จะดูถูกเธอมากไปแล้ว...มัยกลับไปดูที่อยู่เดิมของมันอีกครั้ง พบสมุดจดงานวิชาเคมีของตัวเองถูกยัดอยู่ด้วย สมุดที่เคยเป็นสีของท้องฟ้ากระจ่างบัดนี้เต็มไปด้วยรอยเลือดและรอยฉีกขาด ต้องเริ่มเขียนใหม่อีกแล้วสิเนี่ย ช่างเถอะ...อาจารย์นับหน้าให้คะแนนไม่ได้ดูตัวหนังสือ

ตรงส่วนกลางสมุดเล่มที่เคยเป็นสีฟ้านั้นโป่งขึ้นเหมือนมีอะไรใส่ไว้ มัยแง้มออกดู เป็นขนนก...รึเปล่านะ? สีดำสนิท รึว่าจะเกี่ยวกับจดหมายขู่ที่ลงชื่อว่าหงส์ดำเมื่อครู่ หัวใจเจ้ากรรมตีลังกากลับหลังอยู่ในอก...เบาะแส

" เกิดอะไรขึ้น " เสียงเฉียบขาดของอาจารย์รัตนาดังขึ้น ผู้ดูแลหอพักกราดสายตามนตร์สะกดไปยังนักเรียนรอบๆส่งผลให้ทุกคนหุบปากโดยฉับพลัน มัยตัดสินใจซ่อนขนนกและจดหมายขู่เอาไว้ นี่อาจเป็นสิ่งที่จะให้มัดตัวคนร้ายได้ จะปล่อยให้ตกอยู่ในมือคนอื่นน่ะเหรอ

" ให้หนูอธิบายเองค่ะ...อาจารย์ " มัยยกมือขึ้นราวกับจะแถลงการณ์ในสภา อาจารย์ดูจะใจดีขึ้นเป็นกองเมื่อเห็นว่าเป็นเสียงของมัย คราวนี้เธอเปลี่ยนเป็นส่งรอยยิ้มอารีอารอบมาให้แทน รุ่นพี่ที่อยู่ห้องติดกันตบหน้าเพื่อนข้างๆอย่างจะยืนยันว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ความฝันเลยโดนเพื่อนเขกหัวคืนเข้าให้

" ก่อนอื่นมาดูนี่ก่อนดีกว่าค่ะ " มัยว่าก่อนจะขยับห่างจากประตูเพื่อให้คนข้างนอกได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน อาจารย์รัตนาดูจะชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ควบคุมอารมณ์ได้แล้ว

" นี่มัน..."

" หนูก็อยากจะรู้เหมือนกันค่ะว่านี่มันเรื่องอะไร เป็นเรื่องที่มีเป็นประจำรึเปล่ารึว่าเคยเกิดมาแล้ว " มัยว่า อาจารย์พยักหน้า

" ก็เคยมีเรื่องทำนองนี้มาก่อนเหมือนกัน...แล้วมีใครแจ้งท่านผู้อำนวยการรึยัง พวกเธอ! ลงไปทานอาหารเช้าได้แล้ว มัยจ๊ะเดี๋ยวเจ้านี่ครูจะให้ภารโรงเอาไป พวกเธอก็ไปกันได้แล้ว !! " อาจารย์เปลี่ยนท่าทีโอบอ้อมไปตวาดกับพวกที่มุงดูอยู่จนนักเรียนที่เหลือกระจายกันออกไปคนละทิศคนละทาง

" เดี๋ยวค่ะ อาจารย์คะ แล้วอาจารย์จะไม่หาตัวการก่อเรื่องนี้หรือคะ " มัยท้วงเมื่ออาจารย์ทำท่าจะไป

" เอ่อ...คงไม่เป็นไรแล้วมั้ง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆน่ะ ไม่มีอันตรายหรอก " เธอพูดแล้วเดินจากไปทิ้งมัยไว้กับความเคลือบแคลงสงสัยต่างๆนานา

ก็อยู่ๆอาจารย์เล่นเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉยจนมัยชักสงสัย หลังจากอาจารย์บอกให้นักเรียนลงไปทานอาหารแล้ว มัยก็ให้พิมกับก้อยพาเมไปโรงอาหาร ถึงจะไม่ค่อยเต็มใจนักแต่ทั้งสามก็ยอมไป ตัวเธอกลับไปในห้องเอากล้องของเธอมาถ่ายรูปสภาพเดิมไว้ ก่อนจะดึงเอากระดาษจากสมุดโชกเลือดเล่มนั้นมาห่อซากงูเอาไว้อีกครั้ง คราวนี้หนาพอที่จะป้องกันการรั่วซึมได้

" ที่อันตรายก็เจ้านี่ " มัยเอาถุงกันอากาศมาใส่หลักฐานลับทั้งสองชิ้นเอาไว้ ขณะที่เธอกำลังจะหาอะไรมาเช็ดรอยเลือดพนักงานทำความสะอาดก็มาพอดี หล่อนทำหน้าสะอิดสะเอียน

" เดี๋ยวหนูเก็บเจ้านี่ไปทิ้งเองค่ะ พี่เช็ดรอยเลือดก็พอ " มัยหาทางผูกมิตรโดยการอาสาเอาซากงูไปทิ้งเอง พี่สาวคนทำความสะอาดดูแล้วอายุคงมากกว่ามัยไม่เกิน 5 ปี น่าจะพอชวนคุยได้ไม่ยาก

" พี่คะ พี่มาทำงานที่นี่นานรึยังคะ " มัยตะล่อมถามหลังจากเอาซากงูไปทิ้งแล้ว

" พี่ทำมาห้าปีแล้ว ตั้งแต่จบม.สามก็มาหางานทำเลย อย่างว่าคนมันจนล่ะนะ " เธอว่าพลางถอนหายใจแล้วพยายามถอดถุงมือ แต่มืออีกข้างถือไม้ถูพื้นไว้จึงถอดไม่ถนัด มัยช่วยถือไม้ให้

" ขอบใจ พี่ชื่อหวัง น้องคงเป็นเด็กย้ายมาใหม่ล่ะสิ นักเรียนที่นี่นะส่วนมากเป็นพวกคุณหนูเอาแต่ใจทั้งนั้น หาคนมาช่วยพี่เก็บงูไปทิ้งอย่างน้องไม่มีหรอก แต่ละคนทำตัวเป็นพญาหงส์ไม่เคยเจอเรื่องลำบาก อะไรนิดอะไรหน่อยก็เรียกพี่มาทำ อ๊ะ...พี่ไม่ได้ว่าน้องนะ อันนั้นเจ๊เหี้ยมเป็นคนเรียก " พี่หวังได้ทีก็ร่ายยาว มัยยิ้มแห้ง...เจ๊เหี้ยมเหรอ

" แล้วไอ้หงส์ดำที่ว่านี่ล่ะคะ พี่เคยได้ยินรึเปล่า " เมื่อเห็นอีกฝ่ายก็ไม่รังเกียจที่จะคุยมัยเลยถามไป พี่หวังทำตาโตอย่างเมไม่มีผิด

" โอ๊ย...มีออกบ่อยไอ้หงส์ๆเนี่ย นักเรียนส่วนใหญ่ที่โดนนะ ไม่เข้าโรง ' บาลบ้าไปก็แย่งกันลาออกจากโรงเรียนกันแทบไม่ทัน แถมมีบางรายเค้าว่า...ถึงตายเลยก็มีมาแล้วนะ " ประโยคสุดท้ายระดับเสียงลดลงกลายเป็นเสียงกระซิบ มัยแทบจะร้องตะโกนที่เดินหมากมาถูกทางแต่ก็ยังรักษาท่าทีไว้ แม้หัวใจกำลังเต้นตีลังกากลับหลังสามตลบอยู่ก็เถอะ

" แต่ว่าที่ถึงตายน่ะ..."

" เป็นฝีมือของหงส์ทมิฬใช่ไหมคะ " มัยต่อประโยคให้จนจบ อีกฝ่ายดูจะตกใจไม่น้อยทว่าไม่นานก็เปลี่ยนเป็นทึ่ง

" น้องนี่ก็รู้ดีเหมือนกันนี่นา ความจริงคนที่ย้ายมาใหม่ไม่ค่อยรู้กันหรอก พวกในโรงเรียนบางคนยังไม่รู้เลย เขาว่าผู้อำนวยการเดือนศิยาน่ะมีเส้นมีสายพอสมควรเลยเชียวนะ ทางโรงเรียนเลยปิดข่าวทุกอย่างได้มิดชิด ขนาดนักเรียนตายในโรงเรียนยังไม่มีลงแม้แต่ในหนังสือพิมพ์ด้วยซ้ำ " พี่หวังพูด มัยพยักหน้ารับรู้ด้วยใบหน้าราวเด็กประถมอีกครั้ง เมื่อแยกกับพี่หวังที่ห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดมัยก็ลงบันไดไปทานอาหารเช้า ในใจก็ครุ่นคิด

คนๆนี้ดูจะรู้อะไรมากกว่าที่คิด วันหลังมาหาเรื่องชวนคุยอีกดีกว่า

ที่โต๊ะอาหารเช้ารู้สึกว่าอาจารย์รัตนาจะพูดเรื่องที่เกิดขึ้นให้นักเรียนที่เหลือฟังแล้ว พอมัยก้าวเข้ามาในโรงอาหารคนส่วนใหญ่ก็หันมามองกันทีเดียวพรึ่บ แต่เธอชินเสียแล้วกับการที่มีใครมามองแบบนี้จึงเดินไปรับถาดใส่อาหารแล้วย้อนมาหาพวกเมอย่างเป็นปกติได้

คราวนี้มีธัญกับหนุ่มรุ่นพี่แปลกหน้ามานั่งร่วมโต๊ะด้วย ก้อยที่นั่งตรงกลางระหว่างเมกับพิมก็ดูท่าจะอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ มัยนั่งลงตรงที่ว่างข้างหนุ่มรุ่นพี่คนนั้น เขากระตุกเล็กน้อยเหมือนทำท่าจะลุกหนีแต่ธัญทำจุ๊ปากใส่เลยกลับมานั่งเหมือนเดิม

" แหะๆ ตานี่บ๊องๆไปหน่อย นี่พี่เบิร์ดนะ " ธัญแนะนำส่งๆไปโดยไม่อธิบายรายละเอียด ก้อยกับเมพากันกลั้นหัวเราะ มัยพอจะเดาออกเลาๆว่าอะไรเป็นอะไร มีคนทนพี่แกได้ด้วยเหรอเนี่ย ระหว่างที่แต่ละคนส่งยิ้มฝืดๆไปให้กันอยู่ ก้อยก็โพล่งออกมา

" นี่ๆตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ฟังยัยเมเล่าแล้วไม่รู้เรื่อง " ธัญกับเมกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง มัยมองหน้าตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคน แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องอย่างคร่าวๆรวมถึงเรื่องจดหมายขู่และขนนกสีดำที่พบในที่เกิดเหตุด้วย

" เป็นไงบ้างเธอพอจะรู้กันรึเปล่าว่าหงส์ดำนี่เป็นใคร " มัยถามแต่ทุกคนทำหน้าลำบากใจกันไปหมดแถมยังมองหน้ากันไปมาอีก มีแต่ธัญที่ดูจะจริงจังขึ้น

" เริ่มเคลื่อนไหวแล้วเหรอเนี่ย " เธอพึมพัมแต่ก็ไม่รอดพ้นหูของมัยไปได้

" แล้วไงล่ะคะ " มัยซัก

" เออ...พี่หมายความว่ามัยนี่ย้ายเข้ามาไม่ทันไรก็โดนหมายหัวซะแล้วน่ะ " ธัญก็ยังไม่ยอมพูดออกมาดีๆซะที มัยอยากจะจับตัวไปเขย่าๆให้ข้อมูลมันหลุดออกมาเสียจริง

" ว่าไง " คราวนี้หันไปซักเมต่อ เมที่พ่ายแพ้ต่อสายตาทุกครั้งก็เริ่มเปิดปาก

" เอ่อ... " เมเริ่มต้น

" อะไรล่ะ " น่าจะจับไปเขย่าตัวอีกคนเสียจริง...มัยคิด

" คือ...หงส์ดำเป็นประเภทพวกโรคจิตชอบรังแกเด็กใหม่อะไรประมาณนี้น่ะ ตอนเริ่มต้นจะชอบใช้งูเป็นเครื่องมือ และก็...เปลี่ยนเป็นสัตว์ที่ใหญ่ขึ้น ลองได้ไม่ชอบใครแล้วก็จะตามราวีจนบางคนต้องออกจากโรงเรียนเลยล่ะ " เมเล่าอย่างหวาดๆแต่มัยไม่สนใจ

" แล้วไงต่อ " มัยถาม

" คือ..มีคนเคยเห็นตัวจริงจากข้างหลังของคนร้ายที่ใช้ชื่องูดินนี้คาดว่าจะเป็นนักเรียนหญิงม.ปลาย ที่ทางชมรมหนังสือพิมพ์ก็มีข้อมูลเรื่องนี้อยู่นิดหน่อยเพราะครั้งหนึ่งเคยมีนักเรียนใหม่ฆ่าตัวตายเพราะโดนแกล้งน่ะ ถ้าไปเอาตอนนี้คงยังทันอยู่มั้ง เอ่อ...ให้ไปเอาได้มั้ยคะ " เมหันไปขอความเห็นประธานชมรมที่นั่งเงียบเป็นเป่าสากอยู่ ธัญพยักหน้ารับก่อนส่งกุญแจห้องชมรมให้ เมกับก้อยผลุนผลันกันลุกไป

" เอาล่ะระหว่างรอเรามาคิดอะไรกันสักเล็กน้อยดีไหมคะพี่ธัญ เธอด้วยคิดว่าไงบ้างล่ะพิม " มัยว่าพลางหยิบเอากระดาษแผ่นที่พบออกมาพินิจพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน

" ฉันสงสัยว่าเขามาลงมือตอนไหน แล้วเข้าไปในห้องได้ยังไง แถมทำไมยังต้องใช้สมุดของมัยอีก..." พิมพยายามตั้งข้อสงสัยแต่แล้วก็คิดไม่ออก

มัยสังเกตเห็นร่องรอยของอะไรบางอย่างบนกระดาษ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่านี่อาจจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะกำหนดตัวคนร้ายได้ แต่เพียงแค่นี้มันยังไม่แน่ชัด เรื่องแบบนี้มันปลอมกันเอาได้นี่นา

ขณะเดียวกันพวกเมและก้อยก็มาถึงในห้องพร้อมยื่นเอกสารที่ว่านั้นให้ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลนั้นประธานชมรมหนังสือพิมพ์เป็นคนรวบรวมมาเอง มัยอ่านสักครู่แล้วเธอก็สะดุดตากับข้อมูลของคนๆหนึ่ง เด็กสาวพลิกหน้ากระดาษไปมาเพื่อดูสลับกับเรื่องของคนอื่นแต่ก็ไม่มีใครผิดปกติ ก่อนจะก้มดูรอยอะไรบางอย่างบนกระดาษแผ่นนั้น แล้วจึงยิ้มอย่างเยือกเย็นด้วยสีหน้าของคนที่รู้อะไรดีๆเข้าแล้ว ธัญที่แอบมองดูเด็กข้างๆมาตลอดก็นึกรู้ว่าต้องมีเรื่องสนุกๆแน่

" เมเธอไปบอกทั้งสามคนนี้ว่าให้มาพบกันที่ห้องเราตอนพักเที่ยงนะ..." แล้วมัยก็บอกชื่อคนที่ว่าไป

" เอ๋ สามคนนี้เหรอ ตะ..แต่..เธอแน่ใจเหรอแล้วเอาอะไรมาวัดว่าเป็นพวกเขาล่ะ " เมถาม คนอื่นๆพยักหน้าอย่างเห็นด้วย มัยยิ้ม...ด้วยรอยยิ้มมีชัยอย่างที่เธอได้เห็นจากใบหน้าอาจารย์ดาริกาเมื่อตอนวันจันทร์

" เอาเถอะน่าบอกเถอะแล้วตอนพักเที่ยงจะรู้เอง อ้อ...เรียกครูประจำหอมาด้วยนะพวกเธอไปกันทุกคนเลย " มัยพูดและพยักเพยิดไปทางสามสาวเม พิม และก้อย ทั้งสามคนที่แสนจะตื่นเต้นจึงรีบออกไปตามคำขอ

" พี่ว่าเธอต้องรู้อะไรแล้วแน่ๆ แต่ทำไมไม่ตกลงกันตอนนี้เลยล่ะ จะรอให้ถึงพักเที่ยงทำไม " ธัญว่ายิ้มๆ มัยก้มหน้าก้มตาทานอาหารเช้าอย่างไม่สนใจ ประธานชมรมหนังสือพิมพ์หันไปยิ้มหวานให้ชายหนุ่มคนข้างๆที่นั่งงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ อะฮ้า ! เธอจะเอาสิ่งนั้นไปตรวจสอบสินะ...อย่างนี้แหละธัญถึงถูกชะตาคุณหนูนักสืบนี่นักหนายังไงล่ะ

" พี่พอจะมีเครื่องมือบางอย่างให้ยืมมั้ยคะ "

.............................................................


เวลาพักกลางวันผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนที่ประธานชมรมหนังสือพิมพ์และมัยคัดตัวออกมาได้ก็มารวมตัวกันที่ห้อง302 ที่เมกับเมัยอยู่ ทั้งหมดเป็นนักเรียนม.ปลายที่ไม่ธรรมดาทั้งนั้นและได้แก่ เหรัญญิกกรรมการนักเรียน ประธานชมรมการแสดง และผู้ช่วยอาจารย์ฝ่ายพยาบาล แต่ละคนก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตกเป็นผู้ต้องสงสัย

ฝ้ายซึ่งเป็นเหรัญญิกกรรมการนักเรียน กำลังเรียนอยู่ชั้นม.5 /10 ห้องเดียวกับนกและฟาง เป็นผู้ที่ ( น่าจะ ) ไม่มีความประพฤติด่างพร้อยอะไร ยกเว้นเรื่องที่ไม่ค่อยชอบหน้ามัยเท่านั้น ผลการเรียนก็เป็นที่หนึ่งทุกวิชามาตั้งแต่ม.ต้น ดูท่าทางเป็นคนที่ถือตัวพอสมควรจากการที่ได้พูดคุยกันเมื่อวาน ฝ้ายขยับแว่นตาหนาเตอะของเธออย่างไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นว่าคนเรียกเป็นมัย

เบนซ์ นักเรียนชั้นม.5 / 7 คู่ปรับตลอดกาลกับธัญประธานชมรมหนังสือพิมพ์ เป็นเจ้าแม่จอมโวยวายแห่งชมรมการแสดงเธอที่เธอเป็นประธานอยู่ เป็นคนโมโหร้ายแบบไม่เกรงใจใคร แต่เพราะหน้าตาดีและแสดงเก่งเลยได้เป็นตัวยืนของชมรมประจำ เรื่องนี้ก็ทำให้เธอมั่นใจในตัวเองสูงและค่อนข้างหยิ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นหนึ่งในสภาที่ปรึกษาของคณะกรรมการนักเรียนด้วย

แวว นักเรียนชั้นม.5 / 2 ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พยาบาล แต่ตัวเธอเองกลับสุขภาพไม่ค่อยดีป่วยออดๆแอดๆบ่อยครั้ง ทำตัวค่อนข้างจะแปลกจากคนอื่นคือเป็นพวกอนามัยจัดไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น ใส่หมวกไหมพรมตลอดปีอ้างว่าเพื่อรักษาสุขภาพ

" เอาล่ะ.." มัยพูดขึ้นในที่สุดหลังจากหยุดพิจารณาผู้ต้องสงสัยทีละคนสักครู่ " ที่ดิฉันเรียกมาก็เพราะมีคดีเกิดขึ้นจากข้อมูลที่มีของชมรมหนังสือพิมพ์ ที่นี้พวกพี่คงรู้แล้วว่าตัวเองตกเป็นผู้ต้องสงสัย ในคดีที่เกิดขึ้นโดยมีความเป็นไปได้สูงว่าคดีนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกายเลขากรรมการนักเรียนด้วย และจากการสันนิษฐานโดยใช้ข้อมูลที่มีมันก็บ่งบอกว่าพวกพี่น่าสงสัยที่สุด ขอโทษนะคะที่ต้องพูดแบบนี้ " มัยพูดอย่างยืดยาวทีเดียวคนอื่นๆพยักหน้ารับ แต่เบ้นซ์ท่าทางไม่พอใจ

" มีอะไรก็รีบพูดมาสิยะ ฉันไม่ได้มีเวลาทั้งวันนะ วันเสาร์ต้องออกรอบแสดงละครเวทีแล้วนะ " เธอโวยวาย

" ได้สิคะ...ทีนี้ในที่เกิดเหตุก็พบหลักฐานชิ้นนี้.." มัยชูกระดาษแผ่นที่เธอพบขึ้น คนอื่นกลั้นหายใจ " แค่กระดาษแผ่นนี้แผ่นเดียวนี่แหละที่ทำให้เรื่องยากแสนยากอย่างเช่นว่าคนร้ายคือใครกลายเป็นเรื่องง่ายไปเลย เอาล่ะคราวนี้ขอความร่วมมือพวกพี่ทุกคนเขียนชื่อตัวเองลงในกระดาษแต่ละแผ่นที่แจกให้นะคะ " มัยพูดแล้วยิ้มอย่างดูสนุก ผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนเขียนชื่อตัวเองแกร่กๆลงไปในแผ่นแล้วมัยก็รับกระดาษมาพิจารณา

" หึ หึ ว่าแล้วเชียว ถึงพยายามจะปลอมลายมือก็ไม่มีประโยชน์หรอก ฉันรู้แล้วว่าเธอเป็นคนร้าย " มัยพูดแล้วหันไปทางคนๆหนึ่ง...

" ฝ้าย ! พี่นั่นแหละคือคนที่ทำร้ายเลขากรรมการนักเรียน เป็นหงส์ดำที่เอางูมาไว้ในห้องของพวกเรา ไม่สิ...ต้องพูดว่าเป็นสมาชิกของหงส์ดำสินะ " มัยพูดอย่างหนักแน่นชัดเจน ฝ้ายชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับแว่นแล้วยิ้มออกมาหน้าตาเฉย

" แหม..ล้อเล่นแบบนี้ไม่สนุกนะจ๊ะ แล้ววันนี้ก็ไม่ใช่วันเอพริลฟูลด้วย " เธอบอกอย่างทีเล่นทีจริง แต่มัยไม่เห็นตลกด้วย

" พี่คงไม่นึกใช่ไหมคะว่ากระดาษแผ่นเดียวจะบอกตัวคนร้ายได้ ขอถามก่อนนะว่าพวกพี่เคยถนัดซ้ายใช่ไหมคะ พี่แวว พี่เบ้นซ์ " มัยถาม พวกเธอพยักหน้า

" ใช่ แต่ตอนนี้พี่ถนัดขวามากกว่า " แววกับเบ้นซ์ พูดเป็นเสียงเดียวกัน ฝ้ายเริ่มแสดงความกังวลออกมา เห็นได้จากการที่เธอขยับแว่นบ่อยๆทั้งๆที่มันไม่ได้เลื่อนจากตำแหน่งเดิมของมันเลย

" คนเรานะเวลาตกใจหรือรีบน่ะมักจะทำอะไรโดยไม่ได้ตั้งใจ พี่รู้มั้ยที่ฉันพูดว่ากระดาษแผ่นนี้ทำให้รู้ตัวคนร้าย แล้วอยากรู้ไหมว่าฉันรู้ได้ยังไง " มัยพูดอย่างเย็นชา เธอชูกระดาษให้คนอื่นๆดู ฝ้ายหน้าซีดลงเรื่อยๆเมื่อเห็นสิ่งที่เป็น...

" เห็นรอยที่เหมือนรอยถูอะไรบางอย่างบนตัวหนังสือนี่ไหม รอยนี่เกิดขึ้นเพราะเกิดจากการที่คนเขียนเป็นคนถนัดซ้าย การที่เราเขียนหนังสือด้วยมือขวาจะไม่ทำให้เกิดรอยแบบนี้ แต่พอใช้มือซ้ายมือเราจะต้องลากผ่านตัวอักษรที่เราเขียนอีกทีเป็นรอยถูไงล่ะ และจากที่เราพิสูจน์กันเมื่อครู่ก็คงจะเห็นแล้วนะว่าคนที่เขียนหนังสือด้วยมือซ้ายมีคนเดียว ยอมรับซะเถอะค่ะ " มัยพูดอย่างเยือกเย็น

" ตะ..แต่พี่เกลียดงูนะตฤณมัยจะทำได้ยังไง " เธอพยายามแก้ตัวแล้วส่งสายตาเป็นนัยไปให้เม เมนึกขึ้นได้

" ใช่มัย พี่ฝ้ายน่ะเขาเกลียดงูจะตายตอนที่อยู่ชั้นม. 3 น่ะ พี่เขาเคยไปเข้าค่ายเดินป่าแล้วเจองูเข้า พี่เขากลัวจนหน้าซีดเป็นลมไปเลยนะ มีพยานเยอะแยะด้วยนะ พี่เขาไม่น่าจะใช่คนร้ายนะมัย " เมพยายามแก้ต่างให้ ฝ้ายยิ้มเล็กๆ

" เห็นมั้ยล่ะ ตฤณมัย ใครๆก็รู้วาพี่เกลียดงู เธอพึ่งจะย้ายมาใหม่น่ะสิถึงไม่รู้เรื่องนี้และก็เหมาว่าพี่เป็นคนร้ายไปได้ " ฝ้ายพูดอย่างคนพบทางสว่าง

" พี่เคยได้ยินชื่อของศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ชัยไหม เขาโด่งดังเรื่องการวิจัยสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดเลยนะตอนนี้อยู่ที่อเมริกาน่ะ " มัยพูดอย่างเรียบๆ ฝ้ายชะงักหันมาจ้องหน้ามัยเขม็ง

" แหมๆ...ไม่น่าต้องให้ถามเลยนะลูกก็ต้องรู้จักพ่อตัวเองแน่อยู่แล้ว ก็เขาเป็นพ่อแท้ๆของพี่เองนี่นาจริงไหม รู้สึกจะแยกกันอยู่กับคุณแม่ของพี่ตอนพี่อยู่ม.1 ไช่ไหมล่ะ " มัยพูดอย่างหยั่งเชิง เธอสังเกตเห็นเส้นเลือดที่ขมับของฝ้ายเต้นตุบๆ ' คงใกล้แล้วสินะ ' มัยคิด

" เธอ..รู้ได้ยังไงน่ะ แล้วเธอไปเจอกับเขาตอนไหน ฉันหมายความว่าใช่ เขาเป็นพ่อของฉันจริงๆ แต่ไม่มีอะไรเกี่ยวกันที่ว่าทำไมฉันถึงเป็นคนร้ายนี่ " พอฝ้ายได้โอกาสก็แก้ต่างให้ตัวเองทันที

มัยอมยิ้มอย่างนึกขำ " ฉันเองเคยเจอตอนเรียนการรับมือกับสัตว์เลื้อยคลานที่โรงเรียนเก่า และบังเอิญว่าฉันเป็นศิษย์โปรดของดร.ด้วย เราก็เลยได้คุยกันบ่อยๆหลายเรื่องด้วยนะ อย่างเช่นว่าลูกสาวที่อยู่ที่เมื่องไทยเป็นโรคกลัวสัตว์เลื้อยคลาน ทั้งๆที่มีพ่อเป็นนักวิจัยสัตว์เลื้อยคลาน หรือไม่ก็เรื่องที่เขากำลังบำบัดทางจิตให้ลูกสาวหายจากอาการนี้ และก็เรื่องที่ลูกของดร.อายุห่างจากฉัน 1 ปี และก็เรื่องที่ลูกสาวคนเดียวของเขาชื่อฝ้ายไงล่ะ.. " มัยพูด เมยกมือขึ้นปิดปากแล้วเกาะแขนข้างหนึ่งของพิมไว้ไม่ยอมปล่อย

" แต่เรื่องแบบนี้..."

" เห็นทีต้องใช้หลักฐานมัดตัวให้เห็นชัดๆไปเลยสินะ " มัยว่าก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า รีโมต ! อะไรน่ะ...รีโมตรูปร่างแปลกๆมาเป็นหลักฐานได้ยังไง คนอื่นๆพากันงงไปหมดเว้นก็เพียงธัญที่หันไปยิ้มให้มัย ฝ่ายหลังยิ้มตอบแล้วจรดนิ้วลงกดปุ่มสีฟ้า

ครืด...

จู่ๆแผ่นฉากที่ใช้ฉายภาพสไลด์ก็โผล่ขึ้นมาจากผนัง มัยกดปุ่มอีกครั้ง ภาพหน้าจอถูกครอบคลุมด้วยความมืดสักครู่ก่อนจะปรากฏภาพระเบียงทางเดินของหอพักยามค่ำคืน ฝ้ายหน้าตึงขึ้นมาทันที แววเคร่งเครียดเริ่มปรากฏบนใบหน้าผู้เป็นเหรัญญิกกรรมการนักเรียน

ระเบียงทางเดินยังคงว่างเปล่าสักครู่ก่อนจะถึงเวลาประมาณเที่ยงคืน ร่างคนผู้หนึ่งก็หลีกเร้นมาจากเงามืด คนๆนั้นเหลียวซ้ายแลขวาเห็นไม่มีใครก็หยิบเอากุญแจผีมาสะเดาะกุญแจทันที เวลาผ่านไปการสะเดาะกุญแจไม่สำเร็จผลคนๆนั้นจึงสบถเบาๆ ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากและถอดฮู้ดที่คลุมศีรษะออก แสงจันทร์เงากระจ่างและแสงแฟลตอัตโนมัติจากกล้องอินฟาเรตฉายให้เห็นใบหน้าขุ่นเคืองของ...

ฝ้าย...เหรัญญิกกรรมการนักเรียนนั่นเอง

" ฝ้าย...นี่เธอ! " เบนซ์มองคนข้างๆอย่างไม่เชื่อ เงียบ...ไม่มีใครขยับตัวรึพูดอะไร แม้แต่...

ฝ้ายนิ่งไปสักครู่ ชั่วพริบตานั่นเองเธอก็คว้างูที่ซ่อนเอาไว้ในเสื้อไปทางมัย แต่มัยก็...

เบี่ยงตัวหลบและ " ฉึก !! " เธอเอามีดจากที่ไหนไม่รู้มาขว้างใส่หัวงูเจ้ากรรมตัวนั้น มันดิ้นรนอยู่สักครู่ก่อนจะแน่นิ่งไป

ฝ้ายเข่าทรุดลงทันที ตอนนั้นบรรยากาศในห้องต่างเงียบกริบไม่มีสรรพเสียงใดๆเหมือนทุกๆสิ่งกำลังเงี่ยหูฟังอยู่ มัยเองก็ยืนนิ่งเงียบไม่พูดอะไรเลยเช่นกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้ใครกำลังกดดันมากกว่ากัน

" หึ หึ หึ " ฝ้ายหลุดเสียงหัวเราะออกมาในที่สุดหลังจากเงียบไปนาน เธอเงยหน้าขึ้นมองมัยอย่างแค้นใจ

" ช่างน่ากลัวจริงๆ ไม่นึกเลยไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำว่าจะต้องถูกจับได้เพียงเพราะกระดาษแผ่นเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะต้องมาแพ้เด็กอย่างเธอที่ฉันไม่ชอบหน้าตั้งแต่แรก หึ หึ ใช่แล้วฉันจะไม่แก้ตัวแล้วล่ะตามที่เธอว่า แต่..มันน่าสมเพศตัวเองจริงๆ.. " ฝ้ายยังคงบ่นว่าตัวเองต่อไปเรื่อยๆ มัยยังคงเงียบไม่พูด

" รู้ไหมอะไรที่ทำให้ฉันผันตัวเองมาเป็นมือพิฆาตเด็กใหม่อย่างนี้น่ะ เพราะตอนที่ฉันย้ายมาเรียนที่นี่ใหม่ๆ เป็นแค่เด็กน้อยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สมควรจะได้รับการเอ็นดูรักใคร่ แต่นี่อะไร ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนก็พากันรุมรังแกฉัน หึ หึ น่าขำจริงๆ ที่ตอนนั้นฉันไม่โต้ตอบพวกนั้นเลย จนเวลาผ่านไปเมื่อฉันปีกกล้าขาแข็งขึ้นแล้วบังเอิ๊ญ บังเอิญจริงๆที่ฉันเกิดไม่ชอบขี้หน้าเด็กเข้าใหม่คนหนึ่งเข้า เลยจัดการซะเลย ฮิ ฮิ รู้ไหม มันเป็นความตื่นเต้นครั้งใหม่เลยนะ การที่ได้ทดแทนส่วนที่เราเคยถูกทำน่ะ ตอนนั้นเองที่ฉันพึ่งเข้าใจว่าพวกนั้นที่ชอบแกล้งฉันน่ะมีความรู้สึกยังไง พอติดใจก็เลยทำบ่อยเข้า จนสุดท้ายก็เลือกใช้งู .. " เธอยิ้มอย่างเลื่อนลอย ตอนนั้นเองที่เมพึ่งจะสังเกตเห็นว่าแววตาของมัยเปลี่ยนไปจากท่าทางทีเล่นทีจริงเมื่อกี้ กลายเป็นแววตาที่แข็งกร้าวจริงจัง

" บ้าสิ้นดี...ทำแบบนี้น่ะก็เป็นแค่คนอ่อนแอที่ไม่ยอมลืมอดีตแล้วเดินไปสู่อนาคตเท่านั้นเอง ได้ยินไหม พี่ก็แค่คนอ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนนั่นแหละไม่ได้เก่งกล้าขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว " มัยพูดแล้วลุกขึ้นไปเปิดประตูให้ใครบางคนที่ยืนรอฟังอยู่นาน

" อาจารย์คงได้ยินแล้วใช่ไหมคะเรื่องเมื่อกี้ เชิญเอาตัวไปได้เลยค่ะ จะลงโทษยังไงก็สุดแล้วแต่ " มัยเอ่ยอย่างเย็นชา อาจารย์รัตนาเดินไปจับมือของฝ้ายไว้แน่นอย่างประหลาดแล้วจูงกึ่งลากให้ออกจากห้องไป พิมกับก้อยรับอาสาพาไปด้วยอาจารย์หันมายิ้มแล้วขอบอกขอบใจมัย ขณะที่ทั้งอาจารย์และคนอื่นๆกำลังจะออกไปแล้วนั่นเอง..

" หึ หึ มีน้องสาวที่แสนเก่งกาจอย่างนี้ น่าเสียดายนะที่พี่ต้องโดนเพื่อนรักหักหลังจนตายไปเสียก่อน " เธอยิ้มเยาะ ขณะที่อาจารย์ลากออกไปจนพ้นสายตามัยที่ยืนแข็งอยู่ เมก็มองตามอย่างนึกสงสัย แต่ไม่มีใครปริปากพูดในเวลานั้น

" พวกเธอส่งแค่นี้แหละ เดี๋ยวครูจะพาเด็กคนนี้เข้าไปเอง " อาจารย์รัตนาเอ่ยขึ้นเมื่อมาถึงหน้าอาคารอำนวยการ ก้อยมีท่าทีลังเลแต่พิมก็ฉุดเพื่อนเธอกลับไปจนได้ คณะเดินทางที่เหลืออีกสองคนขึ้นลิฟต์ไปจนถึง...ชั้นสามของอาคาร ฝ้ายมองไปรอบอย่างแปลกใจ

" ไม่ใช่ว่าจะพาไปชั้นแปดหรอกเหรอ " ฝ้ายเอ่ยท้วง ทว่าอีกฝ่ายยังลากเธอเดินไปไม่หยุดจนเธอต้องเป็นฝ่ายสะบัด

" ก็บอกว่า..."

" ประมาทไปหน่อยนะ พ็อน " น้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับสีของเลือดบนใบหน้าของเหรัญญิกกรรมการนักเรียนค่อยๆหายไป เสียงๆนี้ไม่ใช่เสียงของอาจารย์ผู้ดูแลหอพัก แต่เป็นของ...

" ฉันจำได้ว่าเคยเตือนเธอไปแล้วนะเรื่องเด็กคนนั้น " คนผู้นั้นหันมาประจันหน้ากับฝ้ายและ...

" ไนท์ขวา..." ฝ้ายหายใจขัดเมื่อเห็นอีกฝ่ายลอกหน้ากากใบหน้าของอาจารย์รัตนาออก

" ฉันนึกแล้วว่าต้องเป็นพ็อน ก็เพราะใส่แว่นหนาเตอะน่ะแหละเลยมองไม่เห็น ไม่รู้จักเหรอ...กล้องวงจรปิดไง " เสียงใสๆอีกเสียงหนึ่งดังมาจากทางขวา ฝ้ายหันไปมองอย่างพรั่นพรึง

ในความมืดสลัวของอาคารหินแกรนิตอันไร้หน้าต่างนั้นมีเงาร่างซ่อนอยู่อีกสี่คน ถึงไม่เห็นหน้าแต่แค่ได้ยินเสียงฝ้ายก็เกินจะรู้ว่าเธอจะเจออะไร

" ทำให้หงส์แปดเปื้อนแบบนี้ มีโทษเท่ากับการทรยศ โทษของคนทรยศคงไม่ต้องบอกล่ะมั้งนะ " เสียงเยียบเย็นอีกเสียงหนึ่งดังมาจากเงามืด เจ้าของเงาพยักหน้าน้อยๆแล้วเงาที่อยู่ทางขวามือก็ขยับก้าวมาข้างหน้า

" อย่า...บิชอปขวา ฉันผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่ทำอีก " ฝ้ายละล่ำละลักพลางสะบัดตัวจะหนี แต่มีมือแข็งแกร่งมายึดจับตัวเธอไว้...ไม่นะ

" ใฝ่สูงเกินศักดิ์จะเลื่อนขั้นเป็นบิชอปงั้นเหรอ จะบอกอะไรให้หงส์ทมิฬไม่ต้อนรับคนอย่างเธอ " มือแข็งแกร่งของคนในเงามืดอีกคนมาปิดปากเธอไว้ไม่ให้ร้องตะโกนออกมา น้ำใสๆไหลออกมาจากดวงตา ' ผู้กระทำผิด ' ด้วยรู้ชะตากรรมที่จะเกิดกับตัวเองดี


" ไม่นะ.........!!!!!!!!!!! "


เสียงนั้นทำได้แค่ร่ำร้องแต่เพียงในใจ


หลังเลิกเรียนวันนี้เหล่านักเรียนต่างได้รับข่าวที่สร้างความประหลาดใจทีเดียวสองเรื่อง เรื่องแรกคือเลขากรรมการนักเรียนที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสบัดนี้ได้สติแล้ว จากการตรวจคาดว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลในเร็ววัน

ส่วนเรื่องที่สอง...สร้างความสะเทือนขวัญให้กับนักเรียนไม่น้อย

ฝ้าย เหรัญญิกของคณะกรรมการนักเรียนฝ่ายมัธยมปลายเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ...ที่ไม่อาจยืนยันสาเหตุได้แน่ชัด บ้างก็บอกว่าระหว่างที่ผู้อำนวยการกำลังเชิญให้เธอลาออกจากโรงเรียนเธอก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาอาละวาดทั่วห้องสุดท้ายก็พลัดตกจากหน้าต่างห้องผู้อำนวยการที่อยู่ชั้นแปดลงมาเสียชีวิตคาที่

บ้างก็บอกว่าถูกสั่ง ' เก็บ '

นักเรียนบางส่วนเริ่มรู้สึกได้ถึงความมืดบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหว หงส์กำลังจะลุกขึ้นมาสยายปีกอีกครั้งหลังจากถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทราอันยาวนาน กระแสความหวาดกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นเริ่มครอบคลุมสถาบันการศึกษาแห่งนี้


รอวันที่กระแสที่มองไม่เห็นนั้นจะก่อตัวเป็นรูปร่างและตะครุบทุกสิ่งเข้าไปในปีกที่ดำทมึนของมัน


........................................................................................................


2006/May/15

Case 4 - สาส์นจากหงส์ดำ

เย็นวันนั้นมัยกลับมาที่ห้องแต่แทบไม่ได้พูดอะไรกับเมเลย ตรงกันข้าม คราวนี้เธอเอาแต่พูดโทรศัพท์ เมแปลกใจว่าในเมื่อมัยก็มีโทรศัพท์มือถือแล้วทำไมไม่ใช้เสียตั้งแต่แรก จะโทรที่ไหนก็ได้แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาเห็น แต่เธอก็ไม่ได้พูดข้อสังเกตนี้ออกไป

" มัย...เธอรับคำขอร้องของผอ.จริงๆเหรอ " เมถามขึ้นเมื่อเห็นมัยเตรียมตัวจะเข้านอน มัยมองเธออย่างคลางแคลงใจสักครู่ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเมอยู่ชมรมหนังสือพิมพ์ก็ย่อมจะรู้เรื่องจากประธานชมรมตัวแสบอยู่แล้ว

" อืม...ตอนนี้เบาะแสอะไรพอหาได้ก็ต้องคว้าไว้ก่อน " มัยตอบ เมขมวดคิ้ว...เบาะแสอะไร

" มัย...เธอเป็นนักสืบอาชีพเหรอ แล้วที่ว่าออกมาจากโรงเรียนก่อนกำหนดมันเกี่ยวอะไรกับโทรศัพท์รึเปล่า " เมเกือบจะหลุดปากพูดไปมากกว่านี้ ถ้าไม่ถูกสายตาต่อว่าของมัยกราดมองเป็นสัญญาณหยุดมาให้ซะก่อน

" ก็...ถูกอยู่ส่วนหนึ่งที่ฉันทำงานคล้ายๆกับการเป็นนักสืบ แต่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับใครที่ฉันคุยโทรศัพท์ด้วยบ่อยๆหรอก " มัยพูดเป็นเชิงว่าหยุดพูดเรื่องนี้ เมเสียดายนิดหน่อยแต่ก็ตัดสินใจจะไม่เสี่ยงโดยการยั่วโมโหคนตรงหน้า

" แล้วเธอมีข้อมูลเกี่ยวกับคณะกรรมการนักเรียนรึเปล่า " มัยถามทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เมทำตาลุกวาวแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ว่าแล้ว...คนที่ธัญว่าก็คือเมนี่เอง

" เรื่องทำร้ายร่างกายพี่ฟางเลขากรรมการนักเรียนน่ะเหรอ มีอยู่แล้ว เรื่องนั้นน่าสนใจมากนะ เขาว่าคนร้ายเป็นพวกกรรมการนักเรียน พอดีฉันแอบ hack คอมของพี่ธัญมาน่ะ อ๊ะ ! อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ !! " เมรีบพูดเมื่อเห็นมัยทำหน้ากล่าวโทษ

" ขอบใจนะ เรื่องอะไรๆคงจะง่ายขึ้นถ้ามีข้อมูลของเธอ " มัยพูดอย่างลอยๆ ไม่แสดงสีหน้าว่าพอใจ แต่ยังไงก็ทำให้เมยิ้มกว้างได้


" ราตรีสวัสดิ์ "

.......................................................................

หลังเลิกเรียนวันต่อมา มัยและเมไปที่ห้องทำงานของชมรมหนังสือพิมพ์ด้วยกัน เพื่อที่เมจะได้ไปเอาข้อมูลจากแฟ้มของเธอ และมัยก็จะมาสมัครชมรมด้วย หลังจากฟังเมโม้ถึงสรรพคุณของธัญเมื่อวันก่อนแล้ว เธอก็คิดว่าคงเลือกไม่ผิด แถมธัญก็ยังบอกว่ามีข้อมูล ( เจาะลึก ) เรื่องคดีของแพร มันเป็นทางเลือกแกมบังคับนิดหน่อย

พวกเธอเดินมาถึงห้องของชมรมจนได้ ถึงเวลาจะผ่านมานานพอควรแล้วแต่มัยก็ยังเป็นจุดสนใจอยู่ ตอนที่ถูกรุมล้อมจนเหนื่อยแทบแย่ พาลทำให้นึกถึงใครคนหนึ่งที่เคยทำตัวเป็นผู้จัดการส่วนตัวอยู่ข้างๆ คอยคัดกรองคนทุกคนที่มาเข้าใกล้เธอ

" ถึงแล้วล่ะ หวังวาพี่ธัญคงอยู่นะ พี่เขาคงดีใจแย่ ที่มีสมาชิกใหม่ ฮิ ฮิ " เมพูดแล้วหัวเราะคิกคัก

ทันใดที่พวกเธอเปิดประตูเข้าไปนั่นเอง เสียงกระพือของกระดาษจำนวนนับไม่ถ้วน สมาชิกสักสิบกว่าคนของชมรมเอาแต่เดินเพ่นพ่านไปทั่วห้องบ้าง พูดโทรศัพท์บ้าง จดอะไรบางอย่างในสมุดบ้าง บางคนก็ตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์บทความอยู่ บางคนก็รื้อค้นเอกสารอย่างเอาเป็นเอาตาย นี่ถ้ามัยไม่เคยเห็นธัญมาก่อนละก็ เธอคงตกใจแย่ ก็ที่นี่เหมือนเป็นในสำนักงานของนักหนังสือพิมพ์ชัดๆ มัยค่อยๆพยายามมองหาธัญท่ามกลางความสับสนวุ่นวายเหล่านั้น

" นั่นไงมัย พี่ธัญอยู่นั่นแน่ะ " อีกครั้งหนึ่งที่เสียงของเมปลุกมัยจากภวังค์ เธอมองตามทิศทางการชี้ของเมไป เห็นธัญกำลังอะไรสักอย่างที่คล้ายๆกับการถอดข้อความจากเทป มัยสงสัยว่านั่นจะเป็นเทปที่ใช้สัมภาษณ์เธอเมื่อวานรึเปล่า

" พี่ธัญ !! หนูมีข่าวดีมาบอกนะ !!! " เมตะโกนผ่านเสียงของความสับสนวุ่นวายนั้น ธัญเงยหน้าขึ้น เธอยิ้มแล้วก็ถอดหูฟังออกเมื่อเห็นมัยยืนอยู่ใกล้ๆ

" ว่าไงเด็กๆ แล้วมัย..มาวันนี้มาให้คำตอบพี่ใช่ม้า รู้นะ ข่าวดีที่ว่าคือ.." ธัญลากเสียงแล้วหันมาทางเมที่รอท่าอยู่

" มัยจะเข้าชมรมหนังสือพิมพ์อันแสนสนุกสนานของเราค่ะ " เมพูดต่อด้วยเสียงที่ดังพอควร และก็ได้ผลเกินคาด เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียวก็ทำให้ความวุ่นวายรอบๆตัวเปลี่ยนเป็นความชะงักงันไป หลังจากนั้นสักครู่ทุกคนจึงพากันหัวเราะอย่างยินดี และก็กรูมามัยกันใหญ่ แล้วก็พากันสวมกอดมัยจนเธอแทบล้ม

" อ๊ะ !! นี่มันอะไรกันคะ เดี๋ยวๆ อุ๊บ !! " ในที่สุดมัยก็ถูกกลืนหายไปกันกลุ่มคนย่อมๆ อย่างไม่มีทางขัดขืน เมหัวเราะแล้วตรงเข้าไปกอดมัยอีกคน

" พิธีต้อนรับน้องใหม่น่ะมัย " เธอหัวเราะขำท่าทางของเพื่อนจนเหนื่อย ขณะที่คนอื่นๆเริ่มผละออกจากมัย ทุกคนต่างพากันพูดว่า ' ยินดีต้อนรับ !! ' บ้างก็ ' ขอลายเซ็นหน่อยสิ !! คุณนักสืบ ' บางคนก็เอาแต่ ' ดีจังเลยๆๆ '

" ต้อนรับอบอุ่นเหลือเกินนะ " มัยพูดแกมประชดนิดนึง

" และโอกาสพิเศษสำหรับเด็กใหม่ ในฐานะประธานชมรมอันน่าสนุกสนานของเรา ฉันขอแต่งตั้งให้เมเป็นผู้ช่วยในงานนักสืบของมัยนะจ๊ะ เอ้าทุกคนปรบมือหน่อย เย้...." ธัญบอกอย่างร่าเริง ส่วนมัยทำหน้าแปลกๆราวกับอยากจะหายตัวไปซะเดี๋ยวนั้น

" และตามคำเรียกร้องนะ ฉันขอมอบหน้าที่สืบคดีนี้มอบให้แก่ตฤณมัย !! " ธัญพูดด้วยสีหน้าเอางานเอาการจนคนอื่นๆชักคล้อยตาม

" เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลานะ เม เธอช่วยค้นข้อมูลเรื่องนี้ให้มัยด้วยนะ อยู่แถวๆนั้นแหละ " ธัญชี้ไปที่เอกสารกองพะเนินนั่น แล้วหันไปจัดการงานของเธอต่อ เมพามัยเดินแหวกกองเอกสารไป หลังจากนั้นก็เป็นช่วงที่จะใช้เวลาที่มีในการค้นหาแฟ้มของเมอย่างเอาเป็นเอาตาย พอเมเจอแฟ้มของตัวเองเธอก็จัดการงัดมันขึ้นมาแล้วจูงมัยที่มอมแมมออกมาด้วยกัน

" ฉันว่ามันคงจะเป็นการดีกว่านะถ้าเราเอาไปอ่านที่ห้อง ดูท่าทางมัยจะไม่ค่อยชอบห้องชมรมนะ " เมพูดแล้วหัวเราะเบาๆ ขณะที่มัยกำลังปัดฝุ่นออกจากเสื้อและหยิบแมงมุมตัวหนึ่งออกจากผม


" นี่ไงๆ เจอแล้ว เรื่อง ' แฟ้มคดีอื้อฉาวในคณะกรรมการนักเรียน ' เอ้า ! มัย เอาไปดูซะให้หายอยากเลย " เมยื่นกระดาษปึกหนึ่งออกมาจากแฟ้มที่หนาเป็นนิ้วๆของเธอให้มัยที่รับไปดูอย่างรวดเร็ว

" กรรมการนักเรียนระดับมัธยมมี 20 คนแค่นี้เหรอ แถมยังดูแลทั้งม.ต้นกับม.ปลายอีก " มัยพูดขึ้นมาลอยๆมากกว่าจะถาม เพราะดูท่าทางเธอไม่รอคำตอบของเมก็เปิดดูหน้าต่อไปและต่อๆไปอีกเรื่อยๆด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง เมมองอย่างตื่นตาตื่นใจ นี่คงเป็นความสามารถพิเศษอีกอย่างของมัยกระมัง หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที มัยก็อ่านเอกสารกว่า 50 แผ่นเสร็จ ดูท่าทางจะเข้าใจทะลุปรุโปร่งซะด้วย โดยมีเมนั่งสังเกตการณ์เงียบๆ ได้เห็นอะไรดีๆอีกอย่างแล้ว...มัยทำท่าทางกระตือรือร้น

" เอาล่ะ ข้อมูลของเธอเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก ในบรรดากรรมการนักเรียน 19 คนไม่รวมพี่ฟางแล้ว ตามความคิดฉันนะจากการปะติดปะต่อข้อมูลพวกนี้แล้วคนอื่นๆที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่อยู่ชัดเจนก็มีอีก 4 คน นับว่าเป็นจำนวนที่พอดีแล้วล่ะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป " มัยยื่นปึกกระดาษคืนให้เม ตัวเธอเองจดอะไรบางอย่างลงในสมุดบันทึกปกหนังของเธอเอง เมถือคติเดิมที่ตั้งขึ้นเพื่อมัยโดยเฉพาะ...ไม่พูดก็ไม่ถาม

" พรุ่งนี้เธอพาฉันไปแนะนำกับคนพวกนี้หน่อยนะ อยากทำความรู้จักสักหน่อย "

วันต่อมาเป็นวันพุธซึ่งมีเรียนครึ่งวัน ตอนบ่ายบรรดานักเรียนก็จะไปเข้าประชุมและทำกิจกรรมชมรม ส่วนพวกกรรมการนักเรียนแผนกต่างๆก็จะเข้าประชุมกันที่อาคารอำนวยการชั้นสามซึ่งเป็นเหมือนสภานักเรียนใหญ่ของธาราประสิทธิ์ ที่ทำการของคณะกรรมการนักเรียนทั้งประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยจะรวมกันอยู่ที่นี่ มีการเปิดประชุมรวมกันเดือนละครั้งในวันพุธที่สองของเดือน

คณะเดินทางที่ประกอบด้วยมัยกับเมเข้าไปในอาคารอำนวยการที่ถูกเชิญมาเมื่อสองวันก่อน ขึ้นลิฟต์แก้วไปชั้นสามท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของสมาชิกฝ่ายบริหารงานต่างๆของธาราประสิทธิ์ มัยเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ขณะที่เมอดจะเกร็งไม่ได้

ในที่สุดก็มาถึงห้องที่มีป้ายหินแกรนิตสลักตัวอักษรสีทองไว้ว่า ' คณะกรรมการนักเรียนระดับมัธยมปลาย ' เมเคาะประตูสามครั้ง เสียงพูดคุยในห้องเงียบไปสักครู่ก่อนที่บานประตูจะถูกเปิดออกอย่างไม่นานเกินรอ

" มีธุระอะไร " คนถามเป็นหญิงสาว?ร่างใหญ่ ผมซอยสั้นจนมองเผินๆเกือบเหมือนผู้ชาย ร่างกายกำยำตามแบบฉบับนักกีฬาทุ่มน้ำหนักไปเลย เมออกจะเหวอไปนิดเมื่อเห็นคนเปิดประตูเป็นคนที่ไม่ได้คิดวิธีรับมือมาก่อน...เจนจิรา กรรมการนักเรียนฝ่ายปกครอง ผู้เลื่องลือด้านความเฮี้ยบพอๆกับอาจารย์รัตนา

" พี่คงจะเป็นคุณเจนจิรา หนูได้รับการขอร้องจากท่านผู้อำนวยการมาเลยอยากจะมาพบกรรมการนักเรียนน่ะค่ะ " มัยพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ทำตัวผิดปกติ เจนก็ยอมให้ผู้มาเยือนเข้ามาได้

" เธอคงเป็นตฤณมัยสินะ เชิญทางนี้ " เจนตัดสินจากลักษณะภายนอกของเด็กสาวตรงหน้าก็ตรงกับลักษณะของนักเรียนผู้ ' ตกเป็นข่าว ' ในโรงเรียนตอนนี้ มัยเดินตามเธอไปโดยรักษาความสุขุมไว้ เมแทบจะเกาะแขนมัยเข้าไปเพราะกลัวเจนจนก้าวขาแทบไม่ออก

ผนังข้างในห้องเป็นแผ่นหินแกรนิตสีเทาดูเคร่งขรึม มัยสำรวจดูรสนิยมที่ชดเชยด้วยความฟุ่มเฟือยนั้นสักครู่ก่อนจะถอนสายตาไปมองส่วนอื่นของห้อง ส่วนแรกเป็นห้องโถงกว้างมีทางเดินทอดยาวไปยังห้องเล็กๆของแต่ละคนที่แยกออกไปต่างหาก ที่สุดทางเดินมีประตูกระจกหมุนอยู่ เจนผลักประตูนำเข้าไปตามด้วยมัยกับเม และห้องประชุมของคณะกรรมการนักเรียนแผนกมัธยมปลายก็ปรากฎแก่สายตา

น่าแปลก...ห้องออกจะกว้างแต่มีคนอยู่แค่สามคน รวมพวกเธอที่เข้ามาใหม่ไปอีกก็เป็นหก

" ประธาน...เด็กคนนี้ว่ามาขอพบพวกเรา " เจนว่าพลางผายมือส่งๆไปทางมัย ฝ่ายคนถูกเรียกที่กำลังพูดคุยกับกรรมการนักเรียนคนที่รวบผมหางม้าก็หันมามองตามเสียง นกลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ก็สงวนท่าทีพญาหงส์ไว้เช่นเดิม

" ตฤณมัย พี่คิดว่าเธอจะยกเลิกงานไปแล้วซะอีก ทุกๆคนเด็กคนนี้แหละที่จะช่วยหาคนที่ทำร้ายฟางให้ " นกแนะนำด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงอำนาจ ได้ผล...กรรมการนักเรียนคนอื่นๆเงยหน้าจากเอกสารของตนเองขึ้นตามเสียงของประธาน จะเว้นก็แต่กรรมการนักเรียนคนที่สวมแหวนหนาเตอะพอๆกับพิม เธอยังคงรัวนิ้วมือลงบนแป้นคีย์บอร์ดพิมพ์ข้อมูลที่มีตัวเลขละลานตา

" พี่จะแนะนำทุกคนให้รู้จักนะ เริ่มจากพี่เจน กรรมการนักเรียนฝ่ายปกครอง คิดว่าเธอคงรู้จักชื่อแล้ว " นกว่าโดยไม่สนใจคนที่เหลือ มัยยื่นมือข้างขวาไปข้างหน้า เจนมองอย่างไม่เข้าใจ เกิดเสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากหญิงสาวผมทรงหางม้า เจนตีสีหน้าไม่เข้าใจไปใหญ่

" เค้าให้จับมือไง ไม่รู้จักเหรอ...เช็คแฮนด์น่ะ " เธอว่าหลังจากพยายามกลั้นหัวเราะอย่างเต็มที่ เจนยื่นมือไปจับกับมัยอย่างเงอะงะ

" ขอโทษค่ะ คือหนูพึ่งย้ายมาจากอเมริกาเลยลืมตัวไป " มัยว่าอย่างถ่อมตน ท่าทีของโทษขอโพยนั้นทำให้เส้นบางๆที่กั้นระหว่างคำว่าเอ็นดูกับหมั่นไส้ขาดผึง เจนยิ้มให้มัยซึ่งนั่นทำเอาเมต้องขยี้ตาตัวเองอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น

" ยินดีที่ได้รู้จัก พี่ชื่อออมเป็นกรรมการนักเรียนฝ่ายกิจกรรม น้องนี่น่ารักจริงๆนะ " หญิงสาวผมหางม้าเอ่ยแทรกขึ้นพร้อมยื่นมือมาให้ในกิริยาที่เธอเรียกว่า ' เช็คแฮนด์ ' พลางยิ้มแป้น มืออีกข้างถูกยกขึ้นมาไล้บนใบหน้าเนียน คนถูกชมรู้สึกขนลุกขึ้นมาเฉยๆ

" พอได้แล้วยัยทอม " สาวแว่นยุติการทำสงครามกับแป้นคีย์บอร์ดชั่วคราวลุกขึ้นมาจับมือกับมัยในท่าทีที่สนใจขึ้น

" ฉันเหรัญญิกของคณะกรรมการนักเรียน ชื่อฝ้าย "

มัยยิ้มฝืดๆให้กับน้ำเสียงกระด้างของอีกฝ่าย ดูท่าเธอจะโดนหมายหัวซะแล้ว

" ทำไมมีกันแค่นี้ล่ะค่ะ ตามข้อมูลแล้วความจริงกรรมการนักเรียนน่าจะมี 20 คนนี่นา " มัยว่าพร้อมแจกรอยยิ้มเครื่องหมายการค้าที่ทำให้เมขยี้ตาตัวเองอีกครั้ง

" ความจริงแบ่งเป็นม.ต้นกับม.ปลายอย่างละ 10 คนน่ะ อยู่ในตำแหน่งมีห้าคน...ประธาน เลขาฯ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายกิจกรรม เหรัญญิก อีกห้าคนที่เหลือจะเลือกมาจากประธานชมรมสำคัญๆให้เป็นสภาที่ปรึกษาของกรรมการนักเรียนน่ะ " นกอธิบาย มัยพยักหน้าอย่างไร้เดียงสาเหมือนเด็กประถมที่ตั้งใจฟังคุณครูสอน เมต้องแปลกใจอีกแล้ว เอาเถอะได้เห็นของแปลกอีกอย่าง...มัยทำหน้าบ้องแบ้ว

" พวกพี่ทำงานกันยังไงบ้างคะ..."

การพูดคุยกับคนมีตำแหน่งทั้งสี่เป็นไปอย่างลื่นไหล เมนึกแปลกใจขึ้นไปทุกทีที่เห็นมัยคุยเจื้อยแจ้วราวกับนกแก้วนกขุนทอง เวลาผ่านเลยไปจนกระทั่งนาฬิกายักษ์กลางโรงเรียนตีบอกเวลาหกโมงเย็น เหล่ากรรมการนักเรียนจึงนึกขึ้นได้ว่ามีเอกสารมากมายที่ต้องกวาดล้าง...เอ๊ย! จัดการเคลียร์

สุดท้ายมัยก็บอกลาพวกพี่ๆด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนจะก้าวออกจากห้องโดยมีเมทำหน้าปั้นยากตามไป

เช้าวันพฤหัส...เมไม่คิดว่าเธอจะตื่นเช้าขนาดนี้ สงสัยเพราะเมื่อวานมัวแต่คิดอะไรต่างๆนานาจนหลับแต่หัวค่ำไปรึเปล่าก็ไม่รู้ เธอขึ้นไปปลุกมัยที่เตียงชั้นบนแล้วเดินเข้าห้องน้ำจัดการตัวเอง

หลังจากที่เมออกจากห้องน้ำมาก็เห็นมัยกำลังวุ่นวายกับโทรศัพท์มือถืออยู่ ดูเหมือนเธอพยายามจะโทรหาใครบางคนแต่โทรไม่ติดรึว่าอะไรสักอย่าง มัยสะดุ้งน้อยๆเมื่อได้ยินเสียงเมเปิดประตูตู้เสื้อผ้า เด็กสาวยกเลิกความคิดที่จะโทรไปยังเลขหมายที่ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้แล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป

เมอยู่ในเครื่องแบบนักเรียนเรียบร้อยและกำลังจัดของใส่กระเป๋าเมื่อตอนที่เธอได้ยินเสียงอะไรดัง หวืด...หวืด...เมหันไปรอบๆอย่างระแวดระวัง เสียงที่ว่านั้นยังคงดังต่อไป แล้วเธอก็ค้นพบว่าต้นตออยู่ทางโต๊ะทำงานทางขวาที่แท้มือถือของมัยกำลังสั่น เมหันไปมองทางห้องน้ำ...เงียบ เธอจึงตัดสินใจเดินไปดูเจ้าของเลขหมายที่โทรมาขณะที่เจ้าของไม่อยู่

' Garnet one '

เมพึมพัมกับชื่อที่ดูคุ้นๆแต่นึกไม่ออก เธอกำลังจะกดรับเวลาเดียวกับที่มัยก้าวออกมาจากห้องน้ำพอดี เมรีบปล่อยโทรศัพท์ของเพื่อนลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็วจนแทบจะเรียกได้เลยว่าเขวี้ยงไป มัยตรงดิ่งมายังโต๊ะแล้วคว้าโทรศัพท์ไปกดรับโดยไม่สนใจใบหน้าตื่นๆของเม

" นี่นาย...อยู่ที่ไหนน่ะ ไม่ใช่--ฉันหมายถึงอาการเป็นยังไงบ้าง " มัยรับสายด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจะลนลาน เมยืนนิ่งสังเกตการณ์ต่อไป มัยกำลังเผลอ...หวานล่ะ

" ฉันหมายถึงนายนั่นแหละ อืม แล้วเด็กคนนั้น..." น้ำเสียงของมัยค่อยๆอ่อนลงจนกลายเป็นอ่อนใจแล้วจึงวางสายในที่สุด เธอจัดการธุระของตัวเองอย่างไม่สนใจเลยว่าเมจะจ้องเป๋งอยู่


" เม...เธอหยิบสมุดวิชาเคมีของฉันสลับไปรึเปล่า " มัยว่าขณะสำรวจของในกระเป๋านักเรียน เมนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานเธอหยิบสมุดสีฟ้าใส่กระเป๋าแทนที่จะเป็นสีม่วง เด็กสาวตั้งหน้าตั้งตาค้นดูแต่ไม่ปรากฎสิ่งที่เคยอยู่ในกระเป๋าชั้นในสุดเลย มัยยื่นสมุดจดงานของเมคืนให้เจ้าของที่กำลังจะเทของในกระเป๋าออกมารอมร่อ

" ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันพูดกับอาจารย์เอง ไปทานอาหารเช้าเถอะ " มัยว่าอย่างไม่ถือความ เมพยักหน้าก่อนจะเดินตามเพื่อนร่วมห้องไป แต่ก่อนที่เธอจะทำหน้าที่ล็อกประตูตามปกติ เมก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างอยู่ใต้ชั้นวางรองเท้าที่ใช้ร่วมกัน

" มัยนั่นห่ออะ..."

เมหยุดคำพูดเอาไว้ครึ่งๆกลางๆเมื่อเห็นอะไรบางอย่างสีแดงๆซึมออกมาจากสิ่งที่เป็นเหมือนห่อกระดาษนั่น มัยที่สังเกตเห็นท่าทีแปลกๆของเพื่อนก็เดินเข้ามาตามทางเดิม เธอสวมถุงมือที่เสกมาจากไหนก็ไม่รู้ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบห่อของใต้ชั้นวางรองเท้านั้น

แผละ...

ห่อกระดาษบางๆนั้นเปียกชุ่มไปด้วยของเหลวสีแดงบางอย่างจนสูญเสียความสามารถในการคงสภาพ ทันทีที่มัยดึงมันออกมาจากที่อยู่เดิม สิ่งที่อยู่ในห่อก็ร่วงแผละออกมาปรากฎสู่สายตา

ซากงูพิษขนาดย่อมหล่นมากองกับพื้น แต่ละชิ้นส่วนที่กองอยู่ มีร่องรอยเหมือนถูกกระชากออกมามากกว่าถูกหั่นด้วยของมีคม กระดูกสันหลังสีขาวโพลนยังคงติดอยู่กับส่วนที่เคยเป็นหัวของงูบัดนี้ถูกอาบไปด้วยเลือด กลิ่นคาวของเลือดงูซึ่งเจือไปด้วยพิษร้ายคละคลุ้งไปทั่วห้อง เจ้าของห้องทั้งสองนิ่งงันสักครู่ก่อนที่จะ


" กรี๊ด.......................................!!!!!!!!!!!!!!!! "

เมโผเข้าหามัยอย่างลืมตัว แรงลมจากการเคลื่อนไหวพัดกระพือให้กระดาษอีกแผ่นหนึ่งใต้ชั้นวางรองเท้าปลิวออกมา มัยก้มลงดูกระดาษแผ่นที่ว่าแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว

' อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้อีก ไม่เช่นนั้นเธอเองก็อาจจะเป็นรายต่อไป

ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเหนือหงส์ไปได้

...หงส์ดำ '


........................................................................................................

2006/May/15

Case 3 ~ ภารกิจหรือคำขอร้อง ?


หลังจากที่มัยย้ายเข้ามาครั้งแรกก็เป็นเวลาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว ทว่าคะแนนนิยมในตัวเธอยังไม่ตกเลยสักนิด ก้อยดูจะสนุกสนานถึงมัยจะส่อแววรำคาญมากกว่าก็เถอะ เวลาหกวันกว่าๆทำให้เมได้มีโอกาสได้ศึกษาเพื่อนร่วมห้องแสนสวยมากขึ้น ถึงแม้จะไม่ใช่ทั้งหมดของตัวเธอก็เถอะ

เมสังเกตว่ามัยจะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเป็นปกติเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น แต่พออยู่กับพวกเมก็จะกลับเป็นแบบที่ก้อยเรียกว่า...หน้าทำจากปูน เธอยังคงพูดน้อยเช่นเดิม แต่ชอบซักถามในเรื่องแปลกๆที่คนอื่นไม่คาดคิด

ที่น่าสงสัยกว่านั้นคือตอนกลางดึกมัยมักจะแอบออกมาคุยโทรศัพท์กับใครสักคนเป็นภาษาอังกฤษ ทำเอาคนอ่อนภาษาอย่างเมฟังไม่รู้เรื่อง บางครั้งก็แอบออกจาห้องหลังเวลาดับไฟไปทำอะไรสักอย่าง กลับมาก็เกือบสว่าง


ถึงจะสงสัย แต่เมถือคติถ้าไม่พูดก็จะไม่ถาม

กลางดึกคืนวันอาทิตย์นี้ก็เหมือนกัน เมออกมาเข้าห้องน้ำแล้วได้ยินมัยคุยโทรศัพท์ น่าแปลกที่คราวนี้เป็นภาษาไทยถึงจะมีอังกฤษปนอยู่บ้างก็เถอะ

" ค่ะๆ ทาง Carnelian ทั้งคู่ให้ฝ่าย Garnet one ดูแลอยู่ค่ะ ถ้าไม่ไหวฉันถึงจะไปสมทบ ค่ะ...ยังไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ตัวลูกสาวนั่นล่ะค่ะที่ต้องระวัง เธอยังไม่รู้ว่าเป็น..." มัยชะงักกึกเอามือป้องปากกระบอกหูโทรศัพท์เมื่อได้ยินเสียงเมเปิดประตู เมยิ้มแห้งๆให้ก่อนบอกว่าเธอลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ มัยรอจนเมปิดประตูห้องน้ำไปแล้วจึงพูดโทรศัพท์ต่อ

" ค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะ Garnet two Point 3 Juliett 7 Charlie Accept Alfa Alfa " เธอว่าแล้วก็วางหูโทรศัพท์ลง


ทิ้งความสงสัยมากมายไว้ให้กับผู้เป็นเพื่อนร่วมห้อง

เช้าวันจันทร์เมตื่นขึ้นมาก่อนจะพบว่ามัยตื่นก่อนเธอเรียบร้อยแล้ว เธอไม่อยู่ในห้องน้ำ ไม่อยู่ในห้องนั่งเล่น และไม่อยู่ในส่วนไหนของห้องด้วย เมกระวนกระวายจะไปตามหาแต่ก็ไปเจอโน๊ตที่วางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือของมัยเสียก่อน

' ถึงเม
ฉันมีธุระต้องไปทำนอกโรงเรียน อาจเข้ามาเรียนช้าหน่อย ฝากลาอาจารย์ให้ด้วย
ตฤณมัย '

อะไรกันเนี่ย...มัยออกไปนอกโรงเรียน รึว่าจะเกี่ยวกับโทรศัพท์ภาษาอัญมณีเมื่อคืน ที่ว่าจะไปสมทบอะไรนั่น


' ไม่เอาๆ อย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่นดีกว่า ' เมสลัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนจะรีบอาบน้ำแต่งตัวจัดการธุระตัวเอง แล้วสะพายกระเป๋าเตรียมลงไปทานอาหารเช้า


................................................................

เช้าตรู่วันจันทร์ วันแรกของการเริ่มต้นทำงานหลังจากหยุดพักผ่อนมาได้สองวัน ในเมืองพิษณุโลก ผู้คนบางส่วนยังคงอยู่ในห้วงนิทราอันผาสุข ทว่าส่วนใหญ่ก็ตื่นขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับภาระหน้าที่ของตน ในทุกวินาทีของเวลาแห่งการเริ่มต้นนั้น กลับมีบางสิ่งเคลื่อนไหวในแสงยามเช้า เงาร่างที่เคลื่อนไหวเงียบกริบนั้นมาหยุดลงที่หน้าประตูบ้านทรงสมัยใหม่หลังหนึ่ง


ฟุ่บ...

จู่ๆก็มีเส้นลวดคมกริบพุ่งออกมาจากรั้วต้นไม้ เจ้าของเงาร่างนั้นหมุนตัวหลบทันควัน ส่งผลให้ฮู้ดที่คลุมศีรษะเปิดออกเผยให้เห็นเส้นผมสีชาอ่อนยาวประบ่า ใบหน้าสะสวยนั้นแสดงความเคร่งเครียด เธอยกฮู้ดมาคลุมอีกครั้งก่อนจะค่อยๆก้าวเข้าไปในบริเวณบ้านผ่านทางประตูรั้วที่ถูกเปิดไว้

" โฮป..." น้ำเสียงของเด็กสาวส่อแววตื่นเต้นระคนตกใจไม่น้อย เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของใครบางคนนอนเหยียดยาวอยู่ตรงตำแหน่งลาดตระเวณ ร่างแบบบางปราดเข้าไปดูอาการของคนที่ยังไม่ได้สตินั้น ยิ่งเข้ามาใกล้ก็เห็นรอยเลือดที่สาดกระเซ็นเป็นปื้นยาวไปตามทางเดินที่ปูด้วยแผ่นกระเบื้องชัดเจนขึ้น หญิงสาวเม้มปากแน่นก่อนจะตรวจดูที่มาของรอยเลือดนั้น เสื้อบริเวณหน้าอกถูกทำให้ขาดเป็นทางยาว เผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่เหมือนกับเกิดจากการถูกอะไรสักอย่างฟันมา เหมือนดาบ...แต่รอยหยาบกว่ามาก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...

เมื่อตอนเช้าที่เธอได้รับสัญญาณ SOS จากเขา เธอหลงคิดไปว่าเป็นการล้อเล่นเพราะอยากเห็นหน้าเธอเหมือนอย่างเคย แต่คราวนี้มันดังขึ้นครั้งเดียวแล้วเงียบหายไป แทนที่จะตามมาเป็นพรวนเหมือนทุกที หญิงสาวรู้สึกถึงความผิดปกติจึงออกมายังที่นัดหมาย แล้วก็มาเจอเขาอยู่ในสภาพนี้...

หลังจากส่งสัญญาณเรียกหน่วยพยาบาลแล้วหญิงสาวก็ผละจะเข้าไปสำรวจในตัวบ้าน ทว่ารู้สึกได้ถึงแรงที่ฉุดไว้ คู่หูของเธอรู้สึกตัวในที่สุด เขาหยุดเธอไว้โดยการดึงชายเสื้อ เมื่อเห็นหญิงสาวก้มลงดูอาการเขาก็ยิ้มออกมา

" เป็นห่วงผมเหรอเนี่ย " เขาพูดได้สักครู่ก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อคนถูกว่าตีเข้าที่แผล

" พูดมากน่าโฮป ฉันเรียกหน่วยพยาบาลมาแล้ว เกิดอะไรขึ้น...ฝีมือระดับนายไม่น่าเสียทีง่ายๆนี่นา " เมื่อเห็นเลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผลอีกเธอก็ถอดเสื้อคลุมออกแล้วใช้มันพันรอบตัวเด็กหนุ่มแทนผ้าพันแผล...เจ็บขนาดนี้ยังจะมาปากเก่งอีก

" พวกมันมากันสองคน เป็นพวกที่ว่า...มัยเองก็ระวังตัวด้วยล่ะ ไม่มีผมคอยปกป้องน่ะ " เด็กหนุ่มผู้ถูกเรียกว่าโฮปเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น มัยพยักหน้ารับแต่ก็อดค้อนให้กับประโยคสุดท้ายไม่ได้

" นายเองก็รักษาตัวให้ดีล่ะ อย่าเพิ่งด่วนตายไปก่อนละกัน " เด็กสาวพูดทิ้งท้ายก่อนจะลุกขึ้น แล้วผละออกไปจากตัวเด็กหนุ่มอีกครั้ง


ภายในตัวบ้านเงียบกริบอย่างผิดปกติ กลิ่นเหม็นไหม้โชยมาแตะจมูก ท่าจะไม่ดี...มัยคิด เธอค่อยๆสืบเท้าไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยไปยังห้องครัว ประตูห้องที่ว่าถูกปิดเอาไว้ทั้งๆที่ปกติจะเปิดเอาไว้ตลอดเวลา เด็กสาวตัดสินใจผลักเปิดมันออกก่อนจะเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว เขม่าควันดำทมึนพุ่งทะลักออกมาจากห้องจนเธอผลักประตูปิดกลับเกือบไม่ทัน เธอทันสังเกตเห็น ผนังห้องถูกผู้ไม่ประสงค์ดีฉาบไว้ด้วยวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทว่าประตูกลับเป็นวัสดุทนไฟ คงกะให้เป็นอุบัติเหตุไฟไหม้ที่มีต้นเพลิงมาจากห้องครัวสินะ แต่ที่แย่คือห้องที่อยู่ชั้นบนเหนือห้องครัวไปนี่สิ...

" คุณคาร์เนเลี่ยน..........!!! "

มัยตัดสินใจตะโกนเรียกโดยไม่สนใจที่จะระวังตัวอีกต่อไป ดูท่าพวกมันจะหนีไปแล้วตั้งแต่วางเพลิงเสร็จ ร่างปราดเปรียวของเด็กสาวพุ่งขึ้นไปชั้นสอง จำนวนขั้นบันไดดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ทว่าเธอก็ยังคงวิ่งต่อไปจนถึงห้องที่เป็นเป้าหมาย

พรึ่บ !

ประตูห้องนอนของเจ้าของบ้านติดไฟลุกไหม้เสียแล้วเมื่อมัยไปถึง นั่นหมายความว่าคนที่อยู่ข้างในย่อมไม่น่าจะรอดแล้วเช่นกัน หัวใจของเด็กสาวดิ่งวูบอย่างหมดหวัง...สองคนนั้น พวกเขาไม่คู่ควรจะมาตายในที่แบบนี้...

" แล้วลูกสาวล่ะ " มัยกล้ำกลืนเอาความผิดหวังอันหนักอึ้งไว้ในใจแล้วลุกขึ้นวิ่งไปตามทางเดิน ห้องที่ว่ายังไม่อยู่ใต้อิทธิพลของเพลิงพิโรธ มัยกระชากประตูเปิดออก


" คาร์เนเลี่ยน..."

ร่างผอมบางของเด็กหญิงอายุราว 11 ปีถูกมัดติดกับขาเตียงนอนข้างหนึ่ง ดูท่าเด็กน้อยจะเพียงแค่หมดสติไปเท่านั้น มัยจัดการตัดเชือกที่พันธนาการเธอออกแล้วช้อนร่างเล็กนั้นไว้ในอ้อมแขนก่อนจะออกวิ่งฝ่าเปลวเพลิงอีกครั้ง

เสียงไซเรนดังแว่วเข้าหูมา คงมีคนแจ้งรถดับเพลิงมาแล้วสินะ แต่มันสายไปแล้วล่ะ สายไปแล้วจริงๆ...

................................................................


คาบเรียนแรกของวันจันทร์คือวิชาประวัติศาสตร์ อาจารย์ดาริกาดูออกจะดีใจจนออกนอกหน้าเมื่อไม่เห็นมัยอยู่ในชั้นเรียน เธอจัดการหักคะแนนมัย 10 คะแนนเสียเสร็จสรรพโทษฐานขาดเรียนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่ใยดีที่จะฟังเสียงของเมที่รายงานเรื่องให้ฟังเลย เวลาครึ่งชั่วโมงผ่านไปโดยที่เมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพร่ำบ่น เมื่อไหร่มัยจะกลับมาเสียทีนะ

" เอาล่ะ ฉันว่าพวกเธอคงเคยรู้เรื่องสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชากันมาบ้างแล้ว " จู่ๆอาจารย์ก็โดดข้ามจากประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลางมาประวัติศาสตร์ไทยหน้าตาเฉย เมบ่นในใจ...จะมาไม้ไหนอีก

" ไหนใครบอกฉันได้ว่าโคลงบทหนึ่งจากเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายที่พรรณนาวาระสุดท้ายของพระมหาอุปราชามีว่าอย่างไรบ้าง " แถมยังข้ามไปวรรณคดีไทยเสียดื้อๆอีกต่างหาก...เมตะโกนในใจ ใครมันจะไปตอบได้ ก็ยังไม่ได้เรียน แล้วถึงตอบถูกจะได้รับคำชมรึเปล่าล่ะ

" ว่าไง...มีใครรู้บ้าง " อาจารย์ดาริกาดูจะบันเทิงใจยิ่งนักเมื่อสัมผัสกับความเงียบของนักเรียน เธอส่งยิ้มมีชัยไปให้นักเรียนทุกคนที่นั่งเซ็งอยู่

" ไม่มีสินะ--ถ้างั้นการบ้าน..."


" อุรารานร้าวแยก ยลสยบ
เอนพระองค์ลงทบ ท่าวดิ้น
เหนือคอคชซอนซบ สังเวช
วายชิวาตน์สุดสิ้น สู่ฟ้า เสวยสวรรค์ "


เสียงๆหนึ่งที่เปรียบดังเสียงสวรรค์ผู้ช่วยนักเรียนทั้งห้องจากการบ้านกองเท่าภูเขาดังขึ้น ร่างของมัยปรากฎที่ประตู เพื่อนร่วมห้องร่วมกันร้อง ไชโย ในใจอย่างมิได้นัดหมาย ที่น่าดูกว่านั้นคือสีหน้าของอาจารย์ดาริกายามนี้ สีหน้าเหมือนเด็กถูกแย่งของเล่นชิ้นโปรดที่สุดไป

" เธอกล้าดียังไง คำตอบของเธอเก็บไปตอบในวิชาภาษาไทยเถอะ " อาจารย์พูดลอดไรฟัน มัยยิ้มเยือกเย็นรับคำพูดนั้นก่อนจะเอ่ย

" คำถามของอาจารย์ก็ควรจะเก็บไปถามในชั่วโมงภาษาไทยเช่นกัน " มัยตอบเสียงเรียบ ใบหน้าอาจารย์ดาริกาตึงเขม็งขึ้นทันที เธอกระแทกเท้าออกไปจากห้องทันที เพื่อนร่วมห้องคนอื่นถอนหายใจอย่างโล่งอก

" ท่านมัยช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้อีกแล้ว โอ๊ย ! " เด็กหนุ่มชื่อพลกำลังโผมาคุกเข่าแทบเท้ามัย แต่โดนหน้าแข้งของแจงกั้นไว้ซะก่อน แล้วเธอก็ลากเพื่อนจอมเปิ่นออกไป เมวิ่งมาหามัย ขณะที่คนอื่นๆพากันฉลองโดยการวิ่งไปรอบๆห้อง มัยถอนหายใจ...นักเรียนห้องคิง

" มัยไปไหนมา แล้ว...อ๊ะ! ทำไมกลับมาในสภาพนี้ล่ะ " เมว่าอย่างตื่นๆเมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนเขม่าสีดำและร่องรอยการถูกเผาไหม้ที่ชายกระโปรงของเพื่อนร่วมห้อง มัยยกมือมาปัดๆเศษถ่านที่ปลิวติดตัวมาก่อนจะพบว่าเข็มตราโรงเรียนธาราประสิทธิ์ของเธอหายไป...ช่างเถอะ มันไม่ได้สำคัญอะไรนักหนา

" เกิดเรื่องนิดหน่อย แล้วก็...ฝากลาอาจารย์ต่อด้วยนะ ตอนบ่ายฉันจะกลับมา " มัยว่าก่อนจะผละออกไปจากห้องเรียนอีกครั้ง ปล่อยให้เมยืนงงเต็กอยู่คนเดียว


" อะไรเนี่ย..."

ตอนบ่ายมัยกลับมาเรียนด้วยชุดเปื้อนเขม่าชุดเดิม เมไม่สนใจจะซักถามเมื่อมัยไม่ได้บอก เอาเถอะ...แล้วค่อยไปถามพี่ธัญเอาก็ได้ อ๊ะ! พี่ธัญ


ขณะที่เมกำลังคิดเรื่อยเปื่อยอยู่ธัญก็เกิดโผล่มาจริงๆ เธอขออนุญาตอาจารย์เข้ามาพูดกับนักเรียนในห้อง ก่อนที่เมจะทันรู้ตัวพี่ธัญก็มาอยู่ข้างๆตัวเธอแล้ว ธัญโปรยยิ้มเครื่องหมายการค้าให้มัยที่ทำหน้าตายอยู่

" เลิกเรียนวันนี้ไปพบท่านผอ.ด้วยนะ ท่านมีเรื่องขอร้อง ไปรอที่ห้องเคมีนะ...คุณนักสืบ " ธัญก้มลงพูดกับมัยด้วยระดับเสียงไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ เมได้ยินไม่ถนัดจับใจความได้แต่คำว่านักสืบ อะไรกัน...ใครเป็นนักสืบ รึว่าคราวนี้พี่ธัญจะเล่นเป็นนักสืบ ทว่าธัญก็จากไปด้วยรอยยิ้มก่อนที่ใครๆจะทันได้กระพริบตาซะอีก

" เอาล่ะๆเรียนกันแต่ได้แล้ว My student " อาจารย์ส่งเสียงเรียกนักเรียนที่ยังคงช็อคค้างทั้งหลายให้ออกจากภวังค์ เมื่อเห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังมองตามเงาของธัญอยู่ เธอก็เขียนศัพท์ภาษาอังกฤษยาวเหยียดเป็นสิบๆคำแล้วบอกว่าจะสอบท้ายคาบ เท่านั้นแหละนักเรียนถึงกลับมาให้ความสนใจเธออีกครั้ง ก็ข้อสอบของอาจารย์ผู้นี้เรียกได้ว่าสุดแสนจะยำรวมนี่นา แค่จำความหมายคำศัพท์ได้เฉยๆก็ใช่ว่าจะทำได้ เหล่านักเรียนตาดำๆก้มหน้าก้มตายึดฟางเส้นสุดท้ายด้วยการเปิดหาความหมายของคำเหล่านั้นแล้วท่องกันเป็นพัลวัน จนเวลาผ่านเลยไป...


................................................................

ในที่สุดออดบอกเวลาเลิกเรียนก็ดังขึ้น นักเรียนทยอยกันออกมาจากห้องฟิสิกส์หลังจากหลบชอล์กพิฆาตไปหลายแท่ง เหตุเพราะคนอื่นคุยจ้ออยู่ตลอดเวลา ขณะที่มัยกำลังจะแยกไปที่ห้องเคมี พอดีออกไปเจอพิมกับก้อยที่ระเบียงทางเดิน ก้อยได้ฟังเรื่องเล่าที่จริงบ้างไม่จริงบ้างของเมก็ขอตามไปด้วย มัยทำท่าเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด แล้วทุกคนก็ไปที่ห้องเคมี พวกพี่ม.5 / 10 กำลังเลิกเรียนพอดี

ระหว่างรอพิมตั้งหน้าตั้งตาเดินพร้อมกับพันด้ายอะไรสักอย่างกับท่อนไม้ที่มีอะไรสักอย่างสลักอยู่ พอดีกับที่ก้อยหันไปเห็นเข้า

" ทำอะไรน่ะพิม อย่าบอกนะว่าเป็นคาถาเรียกคนน่ะ " ก้อยแกล้งแซว ก่อนจะหันหน้าไปพิมกำลังจะตอบก็เห็นใครคนหนึ่งเดินมา พิมทำหน้าแปลกๆจนคนอื่นต้องพลอยหันไปมองด้วยว่าเป็นใคร

นักเรียนหญิงสวยเข้มภูมิฐานคนหนึ่งเดินมา เธอเป็นคนที่บุคลิกค่อนข้างดีทีเดียว ผมที่ดำยาวสลวยของเธอ