Case 5 - สิ่งที่เคลื่อนไหวในความมืด
แอ้ด...ตึง!
" เกิดอะไรขึ้นน่ะ ! "
บรรดาเด็กหอที่ยังไม่ลงไปที่โรงอาหารต่างเปิดประตูห้องออกมาดูที่มาของเสียงร้อง เสียงพูดคุยและร้องตะโกนดังขึ้นพร้อมกันนั่นเอง
" ใครก็ได้ เรียกอาจารย์มาที " มัยว่าขณะพาเมออกไปนอกห้องก่อนตัวเธอจะย้อนเข้าไปตรวจดูสิ่งที่ว่าอีกครั้ง
" งะ...งู- -" เมยังคงพึมพัมซ้ำไปซ้ำมา พิมกับก้อยมาถึงแล้วก็พากันปลอบโยนเพื่อนสนิท
มัยตรวจดูซากงูอีกครั้ง ดูจากลวดลายของเกล็ด...น่าจะเป็นงูจงอาจ แต่งูพิษร้ายขนาดนี้จะหาได้ง่ายๆเลยเหรอ เด็กสาวหยิบเอากระดาษเปื้อนเลือดออกมาดูอีกครั้ง เขียนด้วยลายมือ จะดูถูกเธอมากไปแล้ว...มัยกลับไปดูที่อยู่เดิมของมันอีกครั้ง พบสมุดจดงานวิชาเคมีของตัวเองถูกยัดอยู่ด้วย สมุดที่เคยเป็นสีของท้องฟ้ากระจ่างบัดนี้เต็มไปด้วยรอยเลือดและรอยฉีกขาด ต้องเริ่มเขียนใหม่อีกแล้วสิเนี่ย ช่างเถอะ...อาจารย์นับหน้าให้คะแนนไม่ได้ดูตัวหนังสือ
ตรงส่วนกลางสมุดเล่มที่เคยเป็นสีฟ้านั้นโป่งขึ้นเหมือนมีอะไรใส่ไว้ มัยแง้มออกดู เป็นขนนก...รึเปล่านะ? สีดำสนิท รึว่าจะเกี่ยวกับจดหมายขู่ที่ลงชื่อว่าหงส์ดำเมื่อครู่ หัวใจเจ้ากรรมตีลังกากลับหลังอยู่ในอก...เบาะแส
" เกิดอะไรขึ้น " เสียงเฉียบขาดของอาจารย์รัตนาดังขึ้น ผู้ดูแลหอพักกราดสายตามนตร์สะกดไปยังนักเรียนรอบๆส่งผลให้ทุกคนหุบปากโดยฉับพลัน มัยตัดสินใจซ่อนขนนกและจดหมายขู่เอาไว้ นี่อาจเป็นสิ่งที่จะให้มัดตัวคนร้ายได้ จะปล่อยให้ตกอยู่ในมือคนอื่นน่ะเหรอ
" ให้หนูอธิบายเองค่ะ...อาจารย์ " มัยยกมือขึ้นราวกับจะแถลงการณ์ในสภา อาจารย์ดูจะใจดีขึ้นเป็นกองเมื่อเห็นว่าเป็นเสียงของมัย คราวนี้เธอเปลี่ยนเป็นส่งรอยยิ้มอารีอารอบมาให้แทน รุ่นพี่ที่อยู่ห้องติดกันตบหน้าเพื่อนข้างๆอย่างจะยืนยันว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ความฝันเลยโดนเพื่อนเขกหัวคืนเข้าให้
" ก่อนอื่นมาดูนี่ก่อนดีกว่าค่ะ " มัยว่าก่อนจะขยับห่างจากประตูเพื่อให้คนข้างนอกได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน อาจารย์รัตนาดูจะชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ควบคุมอารมณ์ได้แล้ว
" นี่มัน..."
" หนูก็อยากจะรู้เหมือนกันค่ะว่านี่มันเรื่องอะไร เป็นเรื่องที่มีเป็นประจำรึเปล่ารึว่าเคยเกิดมาแล้ว " มัยว่า อาจารย์พยักหน้า
" ก็เคยมีเรื่องทำนองนี้มาก่อนเหมือนกัน...แล้วมีใครแจ้งท่านผู้อำนวยการรึยัง พวกเธอ! ลงไปทานอาหารเช้าได้แล้ว มัยจ๊ะเดี๋ยวเจ้านี่ครูจะให้ภารโรงเอาไป พวกเธอก็ไปกันได้แล้ว !! " อาจารย์เปลี่ยนท่าทีโอบอ้อมไปตวาดกับพวกที่มุงดูอยู่จนนักเรียนที่เหลือกระจายกันออกไปคนละทิศคนละทาง
" เดี๋ยวค่ะ อาจารย์คะ แล้วอาจารย์จะไม่หาตัวการก่อเรื่องนี้หรือคะ " มัยท้วงเมื่ออาจารย์ทำท่าจะไป
" เอ่อ...คงไม่เป็นไรแล้วมั้ง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆน่ะ ไม่มีอันตรายหรอก " เธอพูดแล้วเดินจากไปทิ้งมัยไว้กับความเคลือบแคลงสงสัยต่างๆนานา
ก็อยู่ๆอาจารย์เล่นเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉยจนมัยชักสงสัย หลังจากอาจารย์บอกให้นักเรียนลงไปทานอาหารแล้ว มัยก็ให้พิมกับก้อยพาเมไปโรงอาหาร ถึงจะไม่ค่อยเต็มใจนักแต่ทั้งสามก็ยอมไป ตัวเธอกลับไปในห้องเอากล้องของเธอมาถ่ายรูปสภาพเดิมไว้ ก่อนจะดึงเอากระดาษจากสมุดโชกเลือดเล่มนั้นมาห่อซากงูเอาไว้อีกครั้ง คราวนี้หนาพอที่จะป้องกันการรั่วซึมได้
" ที่อันตรายก็เจ้านี่ " มัยเอาถุงกันอากาศมาใส่หลักฐานลับทั้งสองชิ้นเอาไว้ ขณะที่เธอกำลังจะหาอะไรมาเช็ดรอยเลือดพนักงานทำความสะอาดก็มาพอดี หล่อนทำหน้าสะอิดสะเอียน
" เดี๋ยวหนูเก็บเจ้านี่ไปทิ้งเองค่ะ พี่เช็ดรอยเลือดก็พอ " มัยหาทางผูกมิตรโดยการอาสาเอาซากงูไปทิ้งเอง พี่สาวคนทำความสะอาดดูแล้วอายุคงมากกว่ามัยไม่เกิน 5 ปี น่าจะพอชวนคุยได้ไม่ยาก
" พี่คะ พี่มาทำงานที่นี่นานรึยังคะ " มัยตะล่อมถามหลังจากเอาซากงูไปทิ้งแล้ว
" พี่ทำมาห้าปีแล้ว ตั้งแต่จบม.สามก็มาหางานทำเลย อย่างว่าคนมันจนล่ะนะ " เธอว่าพลางถอนหายใจแล้วพยายามถอดถุงมือ แต่มืออีกข้างถือไม้ถูพื้นไว้จึงถอดไม่ถนัด มัยช่วยถือไม้ให้
" ขอบใจ พี่ชื่อหวัง น้องคงเป็นเด็กย้ายมาใหม่ล่ะสิ นักเรียนที่นี่นะส่วนมากเป็นพวกคุณหนูเอาแต่ใจทั้งนั้น หาคนมาช่วยพี่เก็บงูไปทิ้งอย่างน้องไม่มีหรอก แต่ละคนทำตัวเป็นพญาหงส์ไม่เคยเจอเรื่องลำบาก อะไรนิดอะไรหน่อยก็เรียกพี่มาทำ อ๊ะ...พี่ไม่ได้ว่าน้องนะ อันนั้นเจ๊เหี้ยมเป็นคนเรียก " พี่หวังได้ทีก็ร่ายยาว มัยยิ้มแห้ง...เจ๊เหี้ยมเหรอ
" แล้วไอ้หงส์ดำที่ว่านี่ล่ะคะ พี่เคยได้ยินรึเปล่า " เมื่อเห็นอีกฝ่ายก็ไม่รังเกียจที่จะคุยมัยเลยถามไป พี่หวังทำตาโตอย่างเมไม่มีผิด
" โอ๊ย...มีออกบ่อยไอ้หงส์ๆเนี่ย นักเรียนส่วนใหญ่ที่โดนนะ ไม่เข้าโรง ' บาลบ้าไปก็แย่งกันลาออกจากโรงเรียนกันแทบไม่ทัน แถมมีบางรายเค้าว่า...ถึงตายเลยก็มีมาแล้วนะ " ประโยคสุดท้ายระดับเสียงลดลงกลายเป็นเสียงกระซิบ มัยแทบจะร้องตะโกนที่เดินหมากมาถูกทางแต่ก็ยังรักษาท่าทีไว้ แม้หัวใจกำลังเต้นตีลังกากลับหลังสามตลบอยู่ก็เถอะ
" แต่ว่าที่ถึงตายน่ะ..."
" เป็นฝีมือของหงส์ทมิฬใช่ไหมคะ " มัยต่อประโยคให้จนจบ อีกฝ่ายดูจะตกใจไม่น้อยทว่าไม่นานก็เปลี่ยนเป็นทึ่ง
" น้องนี่ก็รู้ดีเหมือนกันนี่นา ความจริงคนที่ย้ายมาใหม่ไม่ค่อยรู้กันหรอก พวกในโรงเรียนบางคนยังไม่รู้เลย เขาว่าผู้อำนวยการเดือนศิยาน่ะมีเส้นมีสายพอสมควรเลยเชียวนะ ทางโรงเรียนเลยปิดข่าวทุกอย่างได้มิดชิด ขนาดนักเรียนตายในโรงเรียนยังไม่มีลงแม้แต่ในหนังสือพิมพ์ด้วยซ้ำ " พี่หวังพูด มัยพยักหน้ารับรู้ด้วยใบหน้าราวเด็กประถมอีกครั้ง เมื่อแยกกับพี่หวังที่ห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดมัยก็ลงบันไดไปทานอาหารเช้า ในใจก็ครุ่นคิด
คนๆนี้ดูจะรู้อะไรมากกว่าที่คิด วันหลังมาหาเรื่องชวนคุยอีกดีกว่า
ที่โต๊ะอาหารเช้ารู้สึกว่าอาจารย์รัตนาจะพูดเรื่องที่เกิดขึ้นให้นักเรียนที่เหลือฟังแล้ว พอมัยก้าวเข้ามาในโรงอาหารคนส่วนใหญ่ก็หันมามองกันทีเดียวพรึ่บ แต่เธอชินเสียแล้วกับการที่มีใครมามองแบบนี้จึงเดินไปรับถาดใส่อาหารแล้วย้อนมาหาพวกเมอย่างเป็นปกติได้
คราวนี้มีธัญกับหนุ่มรุ่นพี่แปลกหน้ามานั่งร่วมโต๊ะด้วย ก้อยที่นั่งตรงกลางระหว่างเมกับพิมก็ดูท่าจะอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ มัยนั่งลงตรงที่ว่างข้างหนุ่มรุ่นพี่คนนั้น เขากระตุกเล็กน้อยเหมือนทำท่าจะลุกหนีแต่ธัญทำจุ๊ปากใส่เลยกลับมานั่งเหมือนเดิม
" แหะๆ ตานี่บ๊องๆไปหน่อย นี่พี่เบิร์ดนะ " ธัญแนะนำส่งๆไปโดยไม่อธิบายรายละเอียด ก้อยกับเมพากันกลั้นหัวเราะ มัยพอจะเดาออกเลาๆว่าอะไรเป็นอะไร มีคนทนพี่แกได้ด้วยเหรอเนี่ย ระหว่างที่แต่ละคนส่งยิ้มฝืดๆไปให้กันอยู่ ก้อยก็โพล่งออกมา
" นี่ๆตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ฟังยัยเมเล่าแล้วไม่รู้เรื่อง " ธัญกับเมกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง มัยมองหน้าตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคน แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องอย่างคร่าวๆรวมถึงเรื่องจดหมายขู่และขนนกสีดำที่พบในที่เกิดเหตุด้วย
" เป็นไงบ้างเธอพอจะรู้กันรึเปล่าว่าหงส์ดำนี่เป็นใคร " มัยถามแต่ทุกคนทำหน้าลำบากใจกันไปหมดแถมยังมองหน้ากันไปมาอีก มีแต่ธัญที่ดูจะจริงจังขึ้น
" เริ่มเคลื่อนไหวแล้วเหรอเนี่ย " เธอพึมพัมแต่ก็ไม่รอดพ้นหูของมัยไปได้
" แล้วไงล่ะคะ " มัยซัก
" เออ...พี่หมายความว่ามัยนี่ย้ายเข้ามาไม่ทันไรก็โดนหมายหัวซะแล้วน่ะ " ธัญก็ยังไม่ยอมพูดออกมาดีๆซะที มัยอยากจะจับตัวไปเขย่าๆให้ข้อมูลมันหลุดออกมาเสียจริง
" ว่าไง " คราวนี้หันไปซักเมต่อ เมที่พ่ายแพ้ต่อสายตาทุกครั้งก็เริ่มเปิดปาก
" เอ่อ... " เมเริ่มต้น
" อะไรล่ะ " น่าจะจับไปเขย่าตัวอีกคนเสียจริง...มัยคิด
" คือ...หงส์ดำเป็นประเภทพวกโรคจิตชอบรังแกเด็กใหม่อะไรประมาณนี้น่ะ ตอนเริ่มต้นจะชอบใช้งูเป็นเครื่องมือ และก็...เปลี่ยนเป็นสัตว์ที่ใหญ่ขึ้น ลองได้ไม่ชอบใครแล้วก็จะตามราวีจนบางคนต้องออกจากโรงเรียนเลยล่ะ " เมเล่าอย่างหวาดๆแต่มัยไม่สนใจ
" แล้วไงต่อ " มัยถาม
" คือ..มีคนเคยเห็นตัวจริงจากข้างหลังของคนร้ายที่ใช้ชื่องูดินนี้คาดว่าจะเป็นนักเรียนหญิงม.ปลาย ที่ทางชมรมหนังสือพิมพ์ก็มีข้อมูลเรื่องนี้อยู่นิดหน่อยเพราะครั้งหนึ่งเคยมีนักเรียนใหม่ฆ่าตัวตายเพราะโดนแกล้งน่ะ ถ้าไปเอาตอนนี้คงยังทันอยู่มั้ง เอ่อ...ให้ไปเอาได้มั้ยคะ " เมหันไปขอความเห็นประธานชมรมที่นั่งเงียบเป็นเป่าสากอยู่ ธัญพยักหน้ารับก่อนส่งกุญแจห้องชมรมให้ เมกับก้อยผลุนผลันกันลุกไป
" เอาล่ะระหว่างรอเรามาคิดอะไรกันสักเล็กน้อยดีไหมคะพี่ธัญ เธอด้วยคิดว่าไงบ้างล่ะพิม " มัยว่าพลางหยิบเอากระดาษแผ่นที่พบออกมาพินิจพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน
" ฉันสงสัยว่าเขามาลงมือตอนไหน แล้วเข้าไปในห้องได้ยังไง แถมทำไมยังต้องใช้สมุดของมัยอีก..." พิมพยายามตั้งข้อสงสัยแต่แล้วก็คิดไม่ออก
มัยสังเกตเห็นร่องรอยของอะไรบางอย่างบนกระดาษ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่านี่อาจจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะกำหนดตัวคนร้ายได้ แต่เพียงแค่นี้มันยังไม่แน่ชัด เรื่องแบบนี้มันปลอมกันเอาได้นี่นา
ขณะเดียวกันพวกเมและก้อยก็มาถึงในห้องพร้อมยื่นเอกสารที่ว่านั้นให้ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลนั้นประธานชมรมหนังสือพิมพ์เป็นคนรวบรวมมาเอง มัยอ่านสักครู่แล้วเธอก็สะดุดตากับข้อมูลของคนๆหนึ่ง เด็กสาวพลิกหน้ากระดาษไปมาเพื่อดูสลับกับเรื่องของคนอื่นแต่ก็ไม่มีใครผิดปกติ ก่อนจะก้มดูรอยอะไรบางอย่างบนกระดาษแผ่นนั้น แล้วจึงยิ้มอย่างเยือกเย็นด้วยสีหน้าของคนที่รู้อะไรดีๆเข้าแล้ว ธัญที่แอบมองดูเด็กข้างๆมาตลอดก็นึกรู้ว่าต้องมีเรื่องสนุกๆแน่
" เมเธอไปบอกทั้งสามคนนี้ว่าให้มาพบกันที่ห้องเราตอนพักเที่ยงนะ..." แล้วมัยก็บอกชื่อคนที่ว่าไป
" เอ๋ สามคนนี้เหรอ ตะ..แต่..เธอแน่ใจเหรอแล้วเอาอะไรมาวัดว่าเป็นพวกเขาล่ะ " เมถาม คนอื่นๆพยักหน้าอย่างเห็นด้วย มัยยิ้ม...ด้วยรอยยิ้มมีชัยอย่างที่เธอได้เห็นจากใบหน้าอาจารย์ดาริกาเมื่อตอนวันจันทร์
" เอาเถอะน่าบอกเถอะแล้วตอนพักเที่ยงจะรู้เอง อ้อ...เรียกครูประจำหอมาด้วยนะพวกเธอไปกันทุกคนเลย " มัยพูดและพยักเพยิดไปทางสามสาวเม พิม และก้อย ทั้งสามคนที่แสนจะตื่นเต้นจึงรีบออกไปตามคำขอ
" พี่ว่าเธอต้องรู้อะไรแล้วแน่ๆ แต่ทำไมไม่ตกลงกันตอนนี้เลยล่ะ จะรอให้ถึงพักเที่ยงทำไม " ธัญว่ายิ้มๆ มัยก้มหน้าก้มตาทานอาหารเช้าอย่างไม่สนใจ ประธานชมรมหนังสือพิมพ์หันไปยิ้มหวานให้ชายหนุ่มคนข้างๆที่นั่งงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ อะฮ้า ! เธอจะเอาสิ่งนั้นไปตรวจสอบสินะ...อย่างนี้แหละธัญถึงถูกชะตาคุณหนูนักสืบนี่นักหนายังไงล่ะ
" พี่พอจะมีเครื่องมือบางอย่างให้ยืมมั้ยคะ "
.............................................................
เวลาพักกลางวันผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนที่ประธานชมรมหนังสือพิมพ์และมัยคัดตัวออกมาได้ก็มารวมตัวกันที่ห้อง302 ที่เมกับเมัยอยู่ ทั้งหมดเป็นนักเรียนม.ปลายที่ไม่ธรรมดาทั้งนั้นและได้แก่ เหรัญญิกกรรมการนักเรียน ประธานชมรมการแสดง และผู้ช่วยอาจารย์ฝ่ายพยาบาล แต่ละคนก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตกเป็นผู้ต้องสงสัย
ฝ้ายซึ่งเป็นเหรัญญิกกรรมการนักเรียน กำลังเรียนอยู่ชั้นม.5 /10 ห้องเดียวกับนกและฟาง เป็นผู้ที่ ( น่าจะ ) ไม่มีความประพฤติด่างพร้อยอะไร ยกเว้นเรื่องที่ไม่ค่อยชอบหน้ามัยเท่านั้น ผลการเรียนก็เป็นที่หนึ่งทุกวิชามาตั้งแต่ม.ต้น ดูท่าทางเป็นคนที่ถือตัวพอสมควรจากการที่ได้พูดคุยกันเมื่อวาน ฝ้ายขยับแว่นตาหนาเตอะของเธออย่างไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นว่าคนเรียกเป็นมัย
เบนซ์ นักเรียนชั้นม.5 / 7 คู่ปรับตลอดกาลกับธัญประธานชมรมหนังสือพิมพ์ เป็นเจ้าแม่จอมโวยวายแห่งชมรมการแสดงเธอที่เธอเป็นประธานอยู่ เป็นคนโมโหร้ายแบบไม่เกรงใจใคร แต่เพราะหน้าตาดีและแสดงเก่งเลยได้เป็นตัวยืนของชมรมประจำ เรื่องนี้ก็ทำให้เธอมั่นใจในตัวเองสูงและค่อนข้างหยิ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นหนึ่งในสภาที่ปรึกษาของคณะกรรมการนักเรียนด้วย
แวว นักเรียนชั้นม.5 / 2 ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พยาบาล แต่ตัวเธอเองกลับสุขภาพไม่ค่อยดีป่วยออดๆแอดๆบ่อยครั้ง ทำตัวค่อนข้างจะแปลกจากคนอื่นคือเป็นพวกอนามัยจัดไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น ใส่หมวกไหมพรมตลอดปีอ้างว่าเพื่อรักษาสุขภาพ
" เอาล่ะ.." มัยพูดขึ้นในที่สุดหลังจากหยุดพิจารณาผู้ต้องสงสัยทีละคนสักครู่ " ที่ดิฉันเรียกมาก็เพราะมีคดีเกิดขึ้นจากข้อมูลที่มีของชมรมหนังสือพิมพ์ ที่นี้พวกพี่คงรู้แล้วว่าตัวเองตกเป็นผู้ต้องสงสัย ในคดีที่เกิดขึ้นโดยมีความเป็นไปได้สูงว่าคดีนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกายเลขากรรมการนักเรียนด้วย และจากการสันนิษฐานโดยใช้ข้อมูลที่มีมันก็บ่งบอกว่าพวกพี่น่าสงสัยที่สุด ขอโทษนะคะที่ต้องพูดแบบนี้ " มัยพูดอย่างยืดยาวทีเดียวคนอื่นๆพยักหน้ารับ แต่เบ้นซ์ท่าทางไม่พอใจ
" มีอะไรก็รีบพูดมาสิยะ ฉันไม่ได้มีเวลาทั้งวันนะ วันเสาร์ต้องออกรอบแสดงละครเวทีแล้วนะ " เธอโวยวาย
" ได้สิคะ...ทีนี้ในที่เกิดเหตุก็พบหลักฐานชิ้นนี้.." มัยชูกระดาษแผ่นที่เธอพบขึ้น คนอื่นกลั้นหายใจ " แค่กระดาษแผ่นนี้แผ่นเดียวนี่แหละที่ทำให้เรื่องยากแสนยากอย่างเช่นว่าคนร้ายคือใครกลายเป็นเรื่องง่ายไปเลย เอาล่ะคราวนี้ขอความร่วมมือพวกพี่ทุกคนเขียนชื่อตัวเองลงในกระดาษแต่ละแผ่นที่แจกให้นะคะ " มัยพูดแล้วยิ้มอย่างดูสนุก ผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนเขียนชื่อตัวเองแกร่กๆลงไปในแผ่นแล้วมัยก็รับกระดาษมาพิจารณา
" หึ หึ ว่าแล้วเชียว ถึงพยายามจะปลอมลายมือก็ไม่มีประโยชน์หรอก ฉันรู้แล้วว่าเธอเป็นคนร้าย " มัยพูดแล้วหันไปทางคนๆหนึ่ง...
" ฝ้าย ! พี่นั่นแหละคือคนที่ทำร้ายเลขากรรมการนักเรียน เป็นหงส์ดำที่เอางูมาไว้ในห้องของพวกเรา ไม่สิ...ต้องพูดว่าเป็นสมาชิกของหงส์ดำสินะ " มัยพูดอย่างหนักแน่นชัดเจน ฝ้ายชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับแว่นแล้วยิ้มออกมาหน้าตาเฉย
" แหม..ล้อเล่นแบบนี้ไม่สนุกนะจ๊ะ แล้ววันนี้ก็ไม่ใช่วันเอพริลฟูลด้วย " เธอบอกอย่างทีเล่นทีจริง แต่มัยไม่เห็นตลกด้วย
" พี่คงไม่นึกใช่ไหมคะว่ากระดาษแผ่นเดียวจะบอกตัวคนร้ายได้ ขอถามก่อนนะว่าพวกพี่เคยถนัดซ้ายใช่ไหมคะ พี่แวว พี่เบ้นซ์ " มัยถาม พวกเธอพยักหน้า
" ใช่ แต่ตอนนี้พี่ถนัดขวามากกว่า " แววกับเบ้นซ์ พูดเป็นเสียงเดียวกัน ฝ้ายเริ่มแสดงความกังวลออกมา เห็นได้จากการที่เธอขยับแว่นบ่อยๆทั้งๆที่มันไม่ได้เลื่อนจากตำแหน่งเดิมของมันเลย
" คนเรานะเวลาตกใจหรือรีบน่ะมักจะทำอะไรโดยไม่ได้ตั้งใจ พี่รู้มั้ยที่ฉันพูดว่ากระดาษแผ่นนี้ทำให้รู้ตัวคนร้าย แล้วอยากรู้ไหมว่าฉันรู้ได้ยังไง " มัยพูดอย่างเย็นชา เธอชูกระดาษให้คนอื่นๆดู ฝ้ายหน้าซีดลงเรื่อยๆเมื่อเห็นสิ่งที่เป็น...
" เห็นรอยที่เหมือนรอยถูอะไรบางอย่างบนตัวหนังสือนี่ไหม รอยนี่เกิดขึ้นเพราะเกิดจากการที่คนเขียนเป็นคนถนัดซ้าย การที่เราเขียนหนังสือด้วยมือขวาจะไม่ทำให้เกิดรอยแบบนี้ แต่พอใช้มือซ้ายมือเราจะต้องลากผ่านตัวอักษรที่เราเขียนอีกทีเป็นรอยถูไงล่ะ และจากที่เราพิสูจน์กันเมื่อครู่ก็คงจะเห็นแล้วนะว่าคนที่เขียนหนังสือด้วยมือซ้ายมีคนเดียว ยอมรับซะเถอะค่ะ " มัยพูดอย่างเยือกเย็น
" ตะ..แต่พี่เกลียดงูนะตฤณมัยจะทำได้ยังไง " เธอพยายามแก้ตัวแล้วส่งสายตาเป็นนัยไปให้เม เมนึกขึ้นได้
" ใช่มัย พี่ฝ้ายน่ะเขาเกลียดงูจะตายตอนที่อยู่ชั้นม. 3 น่ะ พี่เขาเคยไปเข้าค่ายเดินป่าแล้วเจองูเข้า พี่เขากลัวจนหน้าซีดเป็นลมไปเลยนะ มีพยานเยอะแยะด้วยนะ พี่เขาไม่น่าจะใช่คนร้ายนะมัย " เมพยายามแก้ต่างให้ ฝ้ายยิ้มเล็กๆ
" เห็นมั้ยล่ะ ตฤณมัย ใครๆก็รู้วาพี่เกลียดงู เธอพึ่งจะย้ายมาใหม่น่ะสิถึงไม่รู้เรื่องนี้และก็เหมาว่าพี่เป็นคนร้ายไปได้ " ฝ้ายพูดอย่างคนพบทางสว่าง
" พี่เคยได้ยินชื่อของศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ชัยไหม เขาโด่งดังเรื่องการวิจัยสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดเลยนะตอนนี้อยู่ที่อเมริกาน่ะ " มัยพูดอย่างเรียบๆ ฝ้ายชะงักหันมาจ้องหน้ามัยเขม็ง
" แหมๆ...ไม่น่าต้องให้ถามเลยนะลูกก็ต้องรู้จักพ่อตัวเองแน่อยู่แล้ว ก็เขาเป็นพ่อแท้ๆของพี่เองนี่นาจริงไหม รู้สึกจะแยกกันอยู่กับคุณแม่ของพี่ตอนพี่อยู่ม.1 ไช่ไหมล่ะ " มัยพูดอย่างหยั่งเชิง เธอสังเกตเห็นเส้นเลือดที่ขมับของฝ้ายเต้นตุบๆ ' คงใกล้แล้วสินะ ' มัยคิด
" เธอ..รู้ได้ยังไงน่ะ แล้วเธอไปเจอกับเขาตอนไหน ฉันหมายความว่าใช่ เขาเป็นพ่อของฉันจริงๆ แต่ไม่มีอะไรเกี่ยวกันที่ว่าทำไมฉันถึงเป็นคนร้ายนี่ " พอฝ้ายได้โอกาสก็แก้ต่างให้ตัวเองทันที
มัยอมยิ้มอย่างนึกขำ " ฉันเองเคยเจอตอนเรียนการรับมือกับสัตว์เลื้อยคลานที่โรงเรียนเก่า และบังเอิญว่าฉันเป็นศิษย์โปรดของดร.ด้วย เราก็เลยได้คุยกันบ่อยๆหลายเรื่องด้วยนะ อย่างเช่นว่าลูกสาวที่อยู่ที่เมื่องไทยเป็นโรคกลัวสัตว์เลื้อยคลาน ทั้งๆที่มีพ่อเป็นนักวิจัยสัตว์เลื้อยคลาน หรือไม่ก็เรื่องที่เขากำลังบำบัดทางจิตให้ลูกสาวหายจากอาการนี้ และก็เรื่องที่ลูกของดร.อายุห่างจากฉัน 1 ปี และก็เรื่องที่ลูกสาวคนเดียวของเขาชื่อฝ้ายไงล่ะ.. " มัยพูด เมยกมือขึ้นปิดปากแล้วเกาะแขนข้างหนึ่งของพิมไว้ไม่ยอมปล่อย
" แต่เรื่องแบบนี้..."
" เห็นทีต้องใช้หลักฐานมัดตัวให้เห็นชัดๆไปเลยสินะ " มัยว่าก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า รีโมต ! อะไรน่ะ...รีโมตรูปร่างแปลกๆมาเป็นหลักฐานได้ยังไง คนอื่นๆพากันงงไปหมดเว้นก็เพียงธัญที่หันไปยิ้มให้มัย ฝ่ายหลังยิ้มตอบแล้วจรดนิ้วลงกดปุ่มสีฟ้า
ครืด...
จู่ๆแผ่นฉากที่ใช้ฉายภาพสไลด์ก็โผล่ขึ้นมาจากผนัง มัยกดปุ่มอีกครั้ง ภาพหน้าจอถูกครอบคลุมด้วยความมืดสักครู่ก่อนจะปรากฏภาพระเบียงทางเดินของหอพักยามค่ำคืน ฝ้ายหน้าตึงขึ้นมาทันที แววเคร่งเครียดเริ่มปรากฏบนใบหน้าผู้เป็นเหรัญญิกกรรมการนักเรียน
ระเบียงทางเดินยังคงว่างเปล่าสักครู่ก่อนจะถึงเวลาประมาณเที่ยงคืน ร่างคนผู้หนึ่งก็หลีกเร้นมาจากเงามืด คนๆนั้นเหลียวซ้ายแลขวาเห็นไม่มีใครก็หยิบเอากุญแจผีมาสะเดาะกุญแจทันที เวลาผ่านไปการสะเดาะกุญแจไม่สำเร็จผลคนๆนั้นจึงสบถเบาๆ ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากและถอดฮู้ดที่คลุมศีรษะออก แสงจันทร์เงากระจ่างและแสงแฟลตอัตโนมัติจากกล้องอินฟาเรตฉายให้เห็นใบหน้าขุ่นเคืองของ...
ฝ้าย...เหรัญญิกกรรมการนักเรียนนั่นเอง
" ฝ้าย...นี่เธอ! " เบนซ์มองคนข้างๆอย่างไม่เชื่อ เงียบ...ไม่มีใครขยับตัวรึพูดอะไร แม้แต่...
ฝ้ายนิ่งไปสักครู่ ชั่วพริบตานั่นเองเธอก็คว้างูที่ซ่อนเอาไว้ในเสื้อไปทางมัย แต่มัยก็...
เบี่ยงตัวหลบและ " ฉึก !! " เธอเอามีดจากที่ไหนไม่รู้มาขว้างใส่หัวงูเจ้ากรรมตัวนั้น มันดิ้นรนอยู่สักครู่ก่อนจะแน่นิ่งไป
ฝ้ายเข่าทรุดลงทันที ตอนนั้นบรรยากาศในห้องต่างเงียบกริบไม่มีสรรพเสียงใดๆเหมือนทุกๆสิ่งกำลังเงี่ยหูฟังอยู่ มัยเองก็ยืนนิ่งเงียบไม่พูดอะไรเลยเช่นกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้ใครกำลังกดดันมากกว่ากัน
" หึ หึ หึ " ฝ้ายหลุดเสียงหัวเราะออกมาในที่สุดหลังจากเงียบไปนาน เธอเงยหน้าขึ้นมองมัยอย่างแค้นใจ
" ช่างน่ากลัวจริงๆ ไม่นึกเลยไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำว่าจะต้องถูกจับได้เพียงเพราะกระดาษแผ่นเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะต้องมาแพ้เด็กอย่างเธอที่ฉันไม่ชอบหน้าตั้งแต่แรก หึ หึ ใช่แล้วฉันจะไม่แก้ตัวแล้วล่ะตามที่เธอว่า แต่..มันน่าสมเพศตัวเองจริงๆ.. " ฝ้ายยังคงบ่นว่าตัวเองต่อไปเรื่อยๆ มัยยังคงเงียบไม่พูด
" รู้ไหมอะไรที่ทำให้ฉันผันตัวเองมาเป็นมือพิฆาตเด็กใหม่อย่างนี้น่ะ เพราะตอนที่ฉันย้ายมาเรียนที่นี่ใหม่ๆ เป็นแค่เด็กน้อยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สมควรจะได้รับการเอ็นดูรักใคร่ แต่นี่อะไร ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนก็พากันรุมรังแกฉัน หึ หึ น่าขำจริงๆ ที่ตอนนั้นฉันไม่โต้ตอบพวกนั้นเลย จนเวลาผ่านไปเมื่อฉันปีกกล้าขาแข็งขึ้นแล้วบังเอิ๊ญ บังเอิญจริงๆที่ฉันเกิดไม่ชอบขี้หน้าเด็กเข้าใหม่คนหนึ่งเข้า เลยจัดการซะเลย ฮิ ฮิ รู้ไหม มันเป็นความตื่นเต้นครั้งใหม่เลยนะ การที่ได้ทดแทนส่วนที่เราเคยถูกทำน่ะ ตอนนั้นเองที่ฉันพึ่งเข้าใจว่าพวกนั้นที่ชอบแกล้งฉันน่ะมีความรู้สึกยังไง พอติดใจก็เลยทำบ่อยเข้า จนสุดท้ายก็เลือกใช้งู .. " เธอยิ้มอย่างเลื่อนลอย ตอนนั้นเองที่เมพึ่งจะสังเกตเห็นว่าแววตาของมัยเปลี่ยนไปจากท่าทางทีเล่นทีจริงเมื่อกี้ กลายเป็นแววตาที่แข็งกร้าวจริงจัง
" บ้าสิ้นดี...ทำแบบนี้น่ะก็เป็นแค่คนอ่อนแอที่ไม่ยอมลืมอดีตแล้วเดินไปสู่อนาคตเท่านั้นเอง ได้ยินไหม พี่ก็แค่คนอ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนนั่นแหละไม่ได้เก่งกล้าขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว " มัยพูดแล้วลุกขึ้นไปเปิดประตูให้ใครบางคนที่ยืนรอฟังอยู่นาน
" อาจารย์คงได้ยินแล้วใช่ไหมคะเรื่องเมื่อกี้ เชิญเอาตัวไปได้เลยค่ะ จะลงโทษยังไงก็สุดแล้วแต่ " มัยเอ่ยอย่างเย็นชา อาจารย์รัตนาเดินไปจับมือของฝ้ายไว้แน่นอย่างประหลาดแล้วจูงกึ่งลากให้ออกจากห้องไป พิมกับก้อยรับอาสาพาไปด้วยอาจารย์หันมายิ้มแล้วขอบอกขอบใจมัย ขณะที่ทั้งอาจารย์และคนอื่นๆกำลังจะออกไปแล้วนั่นเอง..
" หึ หึ มีน้องสาวที่แสนเก่งกาจอย่างนี้ น่าเสียดายนะที่พี่ต้องโดนเพื่อนรักหักหลังจนตายไปเสียก่อน " เธอยิ้มเยาะ ขณะที่อาจารย์ลากออกไปจนพ้นสายตามัยที่ยืนแข็งอยู่ เมก็มองตามอย่างนึกสงสัย แต่ไม่มีใครปริปากพูดในเวลานั้น
" พวกเธอส่งแค่นี้แหละ เดี๋ยวครูจะพาเด็กคนนี้เข้าไปเอง " อาจารย์รัตนาเอ่ยขึ้นเมื่อมาถึงหน้าอาคารอำนวยการ ก้อยมีท่าทีลังเลแต่พิมก็ฉุดเพื่อนเธอกลับไปจนได้ คณะเดินทางที่เหลืออีกสองคนขึ้นลิฟต์ไปจนถึง...ชั้นสามของอาคาร ฝ้ายมองไปรอบอย่างแปลกใจ
" ไม่ใช่ว่าจะพาไปชั้นแปดหรอกเหรอ " ฝ้ายเอ่ยท้วง ทว่าอีกฝ่ายยังลากเธอเดินไปไม่หยุดจนเธอต้องเป็นฝ่ายสะบัด
" ก็บอกว่า..."
" ประมาทไปหน่อยนะ พ็อน " น้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับสีของเลือดบนใบหน้าของเหรัญญิกกรรมการนักเรียนค่อยๆหายไป เสียงๆนี้ไม่ใช่เสียงของอาจารย์ผู้ดูแลหอพัก แต่เป็นของ...
" ฉันจำได้ว่าเคยเตือนเธอไปแล้วนะเรื่องเด็กคนนั้น " คนผู้นั้นหันมาประจันหน้ากับฝ้ายและ...
" ไนท์ขวา..." ฝ้ายหายใจขัดเมื่อเห็นอีกฝ่ายลอกหน้ากากใบหน้าของอาจารย์รัตนาออก
" ฉันนึกแล้วว่าต้องเป็นพ็อน ก็เพราะใส่แว่นหนาเตอะน่ะแหละเลยมองไม่เห็น ไม่รู้จักเหรอ...กล้องวงจรปิดไง " เสียงใสๆอีกเสียงหนึ่งดังมาจากทางขวา ฝ้ายหันไปมองอย่างพรั่นพรึง
ในความมืดสลัวของอาคารหินแกรนิตอันไร้หน้าต่างนั้นมีเงาร่างซ่อนอยู่อีกสี่คน ถึงไม่เห็นหน้าแต่แค่ได้ยินเสียงฝ้ายก็เกินจะรู้ว่าเธอจะเจออะไร
" ทำให้หงส์แปดเปื้อนแบบนี้ มีโทษเท่ากับการทรยศ โทษของคนทรยศคงไม่ต้องบอกล่ะมั้งนะ " เสียงเยียบเย็นอีกเสียงหนึ่งดังมาจากเงามืด เจ้าของเงาพยักหน้าน้อยๆแล้วเงาที่อยู่ทางขวามือก็ขยับก้าวมาข้างหน้า
" อย่า...บิชอปขวา ฉันผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่ทำอีก " ฝ้ายละล่ำละลักพลางสะบัดตัวจะหนี แต่มีมือแข็งแกร่งมายึดจับตัวเธอไว้...ไม่นะ
" ใฝ่สูงเกินศักดิ์จะเลื่อนขั้นเป็นบิชอปงั้นเหรอ จะบอกอะไรให้หงส์ทมิฬไม่ต้อนรับคนอย่างเธอ " มือแข็งแกร่งของคนในเงามืดอีกคนมาปิดปากเธอไว้ไม่ให้ร้องตะโกนออกมา น้ำใสๆไหลออกมาจากดวงตา ' ผู้กระทำผิด ' ด้วยรู้ชะตากรรมที่จะเกิดกับตัวเองดี
" ไม่นะ.........!!!!!!!!!!! "
เสียงนั้นทำได้แค่ร่ำร้องแต่เพียงในใจ
หลังเลิกเรียนวันนี้เหล่านักเรียนต่างได้รับข่าวที่สร้างความประหลาดใจทีเดียวสองเรื่อง เรื่องแรกคือเลขากรรมการนักเรียนที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสบัดนี้ได้สติแล้ว จากการตรวจคาดว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลในเร็ววัน
ส่วนเรื่องที่สอง...สร้างความสะเทือนขวัญให้กับนักเรียนไม่น้อย
ฝ้าย เหรัญญิกของคณะกรรมการนักเรียนฝ่ายมัธยมปลายเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ...ที่ไม่อาจยืนยันสาเหตุได้แน่ชัด บ้างก็บอกว่าระหว่างที่ผู้อำนวยการกำลังเชิญให้เธอลาออกจากโรงเรียนเธอก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาอาละวาดทั่วห้องสุดท้ายก็พลัดตกจากหน้าต่างห้องผู้อำนวยการที่อยู่ชั้นแปดลงมาเสียชีวิตคาที่
บ้างก็บอกว่าถูกสั่ง ' เก็บ '
นักเรียนบางส่วนเริ่มรู้สึกได้ถึงความมืดบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหว หงส์กำลังจะลุกขึ้นมาสยายปีกอีกครั้งหลังจากถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทราอันยาวนาน กระแสความหวาดกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นเริ่มครอบคลุมสถาบันการศึกษาแห่งนี้
รอวันที่กระแสที่มองไม่เห็นนั้นจะก่อตัวเป็นรูปร่างและตะครุบทุกสิ่งเข้าไปในปีกที่ดำทมึนของมัน
........................................................................................................